รับโปรโมทเว็บ, รับทำseo, รับโพสต์เว็บบอร์ด, ติดหน้าแรกgoogle, รับทำเว็บบล็อก

SEOPromote-Web Top 10

รับโปรโมทเว็บ, รับทำseo, รับโพสต์เว็บบอร์ด, ติดหน้าแรกgoogle, รับทำเว็บบล็อก
บริการรับทำ SEO (Search Engine Opitmize)
และ รับทำ SEM (Search Engine Marketing)
เป็นการทำ Online-Marketing หรือ เรียกว่า การทำการตลาดผ่าน Search Engine ที่จะช่วยทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับการค้นหาในอันดับต้นๆ การโปรโมทเว็บไซต์ หรือที่รู้จักก้นในชื่อ SEO (Search Engine Opitmize) หรือ ปัจจุบันเริ่มใช้คำว่า SEM (Search Engine Marketing) มากขึ้น

ปัจจุบันการสื่อสารการตลาด ด้วยการทำ SEO หรือ รับทำ SEM ได้ รับการพัฒนาให้เป็นกลยุทธ์อันทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเน้นเป้าหมาย และวิธีสื่อสารที่มีความเข้มข้น และสอดประสานกันอย่างมีพลัง การผสมสานเครื่องมือสื่อสารมาใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้การสื่อสารทาง internet หรือ Online Marketing – SEO หรือที่เริ่มพัฒนามาเป็น Search Engine Marketing (SEM) ใช้ร่วมกับการโฆษณาผ่านสื่อ (Mass-media Advertising), การขายโดยพนักงาน (Personal Selling), การส่งเสริมการขาย (Sales Promotion), การประชาสัมพันธ์ (Public Relations), การตลาดทางตรง (Direct Marketing), และบรรจุภัณฑ์ (Packaging) เพื่อเผยแพร่ข่าวสารที่มีความชัดเจน (Clear) คงที่ (Consistent) และจับใจ (Compelling) เกี่ยวกับองค์การ และผลิตภัณฑ์ ด้วยการ ทำ SEO ให้มีโอกาส ติดหน้าแรก google


ตรงกลุ่มเป้าหมายด้วยการโพสผ่านเว็บคุณภาพ ที่มีคนเข้าชมมากที่สุด โฆษณาของคุณจะถูกพบเห็นมากที่สุด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ SEO Search Engine Optimization แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ SEO Search Engine Optimization แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2554

การทำ SEO คืออะไร

 SEO หรือ Search engine optimization คือกระบวนการที่พยายามเพิ่ม Traffic ที่มีคุณภาพ เข้าสู่เว็บไซต์ (ของคุณ) จาก Search Enigne ต่างๆ ด้วยวิธีการต่างๆ เพราะโดยปกติแล้วเว็บไซต์ที่ปรากฏอยู่ใน Search Engine ในลำดับแรกๆ มักจะถูกคลิกบ่อยกว่าเว็บไซต์ที่อยู่ด้านล่าง หรืออยู่หน้าถัดไป โดยปกติแล้วเป้าหมายการทำ SEO นั้นอยู่หลายที่ เช่น Image Search, Video Search แต่ที่เราใช้มากที่สุดคือ Web Search นั่นเอง พูดง่ายๆ ก็คือ SEO คือการทำสงครามระหว่าง WebMaster ทั้งหลาย เพื่อช่วงชิงตำแหน่งสูงๆ ของผลลัพธ์ในการค้นหาจาก Search Engine ชื่อดังต่างๆ โดยมี Keyword เป็น อาวุธนั่นเอง





การที่จะทำให้เว็บไซต์ของเรานั้นเป็นผลลัพธ์แรกๆ ในการค้นหาจาก Search Engine นั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่เราต้องอาศัยความพยายาม โดยหลักการทั่วๆ ไปดังนี้
  1. เลือก Domain Name ที่เกี่ยวกับเนื้อหาของเว็บไซต์ ตัวอย่างของเว็บไซต์ที่เลือก Domain Name ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาคือ GameSpot.com ซึ่งตัวเว็บไซต์ ก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Game
  2. การอัพเดทเนื้อหาที่สม่ำเสมอ การอัพเดทเว็บไซต์บ่อยๆ จะทำให้ Search Engine ได้รับข้อมูลใหม่ของเว็บไซต์เราบ่อยๆ โดยปกติแล้ว Search Engine จะชอบเว็บไซต์ ที่มีการเพิ่มเนื้อหาสม่ำเสมอ มากกว่าเว็บไซต์ที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง
  3. แลกลิงค์กับเว็บไซต์อื่นๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน ย้ำว่าเนื้อหาต้องเกี่ยวข้องกัน ไม่เช่นนั้น Search Engine จะมองว่าเว็บไซต์ที่เราลิงค์ไปนั้นไม่มีคุณภาพ หรือไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา ในเว็บไซต์ที่มัน indexed อยู่ สิ่งนี้จะทำให้เราเว็บไซต์ของเรามีค่าลดลงในสายตาของ Search Engine
  4. อย่ามีแค่เนื้อหา ถ้าคุณมีเวลา คุณสามารถอัพโหลดรูปภาพประกอบเนื้อหาเข้าไปด้วยจะดีมาก เพราะคนที่เข้าชมเว็บไซต์เห็นตัวหนังสือเยอะๆ จะเริ่มเอียน มีรูปภาพบ้างประปราย คนอ่านจะได้พักสายตาบ้าง แถมเว็บไซต์ของคุณอาจจะมีโอกาสไปปรากฏในผลลัพธ์การค้นหารูปภาพของ Search Engine อีกด้วย สองเด้งเลยทีนี้ แน่นอนรวมถึงการอัพไฟล์วีดีโอด้วย ถ้าทำครบได้ก็ดีเลย
  5. ออกแบบเว็บไซต์ให้น่าใช้ เรื่องนี้ค่อนข้างสำคัญ คุณลองดูอย่างเว็บไซต์ wikipedia น เค้าไม่ได้ออกแบบให้หรูหราอะไรเลย ใช้สีอยู่ไม่กี่สี รูปภาพไม่กี่รูป แต่น่าอ่าน คนใช้แล้วอยาก ใช้อีก บางเว็บ (ไม่ขอเอ่ยชื่อเว็บ) ใช้สีเยอะแยะรูปเยอะไปหมด เปลี่ยนรูปตัวชี้เมาส์เราอีกตะหาก เว็บเหล่านี้แหละ ที่จะไม่ค่อยกลับมาใช้อีกเพราะว่ามันใช้ลำบาก
ที่มา : HelloMyWeb.com

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

SEO check lists-และการให้แต้ม/ตัดแต้ม

 จุดสำคัญที่สุดจุดหนึ่งที่จะใส่ Keywords ของเราคือ Keywords ใน <title> tag เพราะ Keyword จะถูกโชว์ใน search results ในฐานะ page title ตัว title tag ควรจะสั้นๆ (6 or 7 คำสูงสุด) และ Keyword ควรจะอยู่ใกล้จุดเริ่มต้นประโยค
+3

2 Keywords ใน URL
 Keywords ใน URLs ช่วยได้ เช่น. - http://domainname.com/seo-services.html, จะเห็นว่า “SEO services” เป็น keyword phrase ที่เราพยายามจะเน้น แต่ถ้าในเอกสารของคุณไม่มี Keyword คำนี้อยู่ การใส่ Keywords ใน URL ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก
 +3

3 ความหนาแน่นของ Keyword  ในเว็บ
 ความหนาแน่นของคีย์เวิร์ดที่ดีควรจะ check ให้อยู่ราวๆ 3-7 % สำหรับ Keyword หลัก, 1-2% สำหรับคีย์อวิร์ดรอง. แต่ถ้าความหนาแน่น ของ Keyword นั้นมากกว่า 10% จะดูเยอะเกินและเหมือนกับยัดคีย์เวิร์ดซึ่งจะส่งผลไม่ดี
 +3

4 Keywords ใน anchor text
 นี่ก็เป็นสิ่งสำคัญมาก the anchor text of inbound links, เพราะว่าถ้าคุณมี keyword เป็นคำ anchor text ที่ลิงค์เข้ามาจากเว็บอื่นๆ ก็จะเปรียบเทียบได้กับการได้รับการ vote จาก site นั้นๆไม่ใช่แต่เฉพาะทั้งเว็บตามปกติ, แต่จะเกี่ยวกับ keyword ด้วย
 +3

5 Keywords in headings (<H1>, <H2>, etc. tags)
 อีกจุดหนึ่งที่ให้น้ำหนัก Keyword ด้วยอย่างมาก. แต่ก็ให้แน่ใจด้วยว่าในหน้าเว็บนั้นๆของคุณก็มี text ที่เป็น Keyword นี้ด้วยเช่นกัน
 +3

6 Keywords ในจุดเริ่มต้นของ เอกสาร
 ถึงแม้คะแนนจะไม่มากเท่า anchor text, title tag หรือ headings. อย่างไรก็ตามให้นึกไว้เสมอว่า จุดเริ่มต้นของเนื้อความใน document ไม่จำเป็นต้องหมายถึง ย่อหน้าแรกเสมอไปนะครับ – เช่นถ้าเราใช้ tables, ข้อความหลักน่าจะอยู่ที่ column ที่สอง row สองมากกว่า.
 +2

7 Keywords ภายใน <alt> tags
 Spiders จะไม่รู้จักรูป images แต่มันสามารถอ่าน textual descriptions ใน <alt> tag ได้, เพราะฉนั้นถ้าคุณมีรูป, ให้ใส่ keyword บางตัวใน <alt> tag ด้วย
 +2

8 Keywords ใน metatags
 ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้ความสำคัญในส่วนของ meta ได้ลดลงมาบ้าง (แต่ก็ยังต้องใส่อยู่), เพราะว่า Google. Yahoo! และ MSN ก็ยังพิจารณาส่วนนี้อยู่, โดยเฉพาะ Yahoo! กับ MSN, การใส่ keyword ใน meta ก็ยังดีกว่าไม่ใส่เลยนะครับ
 +1

9 Keyword proximity
 Keyword proximity เป็นตัววัดความใกล้กันของตัว text ใน keywords  ซึ่งจะให้ผลดีที่สุดถ้า keyword  ตัวนึงอยู่ต่อกับอีกตัวนึงพอดี (เช่น “dog food”), ที่ไม่มีคำอื่นใดไปแทรกกลางระหว่างมัน. ตัวอย่างเช่นถ้าเรามีคำว่า “dog” ในย่อหน้าแรกและ “food” ในย่อหน้าที่สาม , Google ก็จะนับ keyword ให้เหมือนกันแต่ก็จะไม่ได้ให้น้ำหนักมากเท่า“dog food” ที่ไม่มีอะไรแทรกกลางเลย. Keyword proximityจะเหมาะกับ keyword ที่มีคำมากกว่าสองคำอยู่ด้วยกันครับ
 +1

10 Keyword phrases
 ในบาง Keyword เราสามารถที่จะ optimize ตัว keywordที่ประกอบด้วยคำหลายคำได้ เช่น “SEO services” จะเป็น keyword phrases ที่น่าจะเป็นที่นิยมในการค้นหา เพราะผู้เซิร์ทหลายคนน่าจะพิมพ์ทั้งสองคำนี้ลงไปตรงๆ แต่ในบางโอกาส การแยก keyword เป็น 2หรือ 3 คำ เช่น “SEO” และ “services” ก็อาจจะทำให้เจอได้ในบางครั้งเช่นกัน เพียงแต่จะมีน้ำหนักที่น้อยกว่าบ้าง
+1

11 Secondary keywords
  การ Optimizing สำหรับ keywords ที่รองลงไป (บางทีเป็น sub categories ของ keyword หลัก) ก็เป็นความคิดที่ดี เพราะแน่นอนว่าทุกๆคนพยายามที่จะ optimizing  keywords ที่ดังๆ และค่อนข้าง General ทำให้ keyword ที่รองลงมาอาจไม่ค่อยได้ถูกโฟกัส นั่นหมายความว่าถ้ามีคน search ก็กลับจะดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น “boutique hotel pattaya” นั้นมีคนเซิร์ทน้อยกว่า “boutique hotel” เป็น พันๆเท่าแน่นอน แต่ถ้าคุณทำธุรกิจนี้ในพัทยา ถึงแม้คุณจะมีคนเซิร์ทเจอน้อยกว่าแต่คนที่เจอก็เป็น targeted traffic แน่นอน
 +1

12 Keyword stemming
  สำหรับภาษาอังกฤษ การใส่คำที่มีความหมายในทางเดียวกัน เช่น dog, dogs, doggy,และอื่นๆ จะถูกคิดว่ามีความสำพันธ์กันถ้าคุณมีคำว่า “dog”อยู่ใน pageของคูณ, เว็บอาจจะถูเซิร์ทเจอเพราะคำว่า “dogs” หรือ “doggy”ได้เหมือนกัน อย่างไรก็ตามสำหรับภาษาไทยนั้นการใส่ keyword ที่คล้ายๆกันไปด้วยก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นเพราะ search engine ยังไม่รู้จักรากของคำดีพอ (ถึงแม้ช่วงสองเดือนที่ผ่านมา google สามารถที่จะตัดแยกคำไทยที่เขียนติดกันได้แล้วก็ตาม)
 +1

13 Synonyms
  สำหรับภาษาอังกฤษ การ Optimizing คำที่มีความหมายเดียวกัน (synonyms)ของ target keywords, ก็จะให้ผลดีด้วยเพราะ search engine นั้นมีความฉลาดพอที่จะรู้เรื่องนี้แล้ว แต่สำหรับภาษาไทยนั้น search engine ยังไม่รู้จักคำเหมือนนะครับ
 +1

14 Keyword Mistypes
 การสะกดผิดเป็นเรื่องที่เป็นกันบ่อย หรือแม้แต่การตั้งใจเขียนให้มีความหมายคล้ายกันแต่เขียนให้ส้นลง เช่น Christmas กับ Xmas ซึ่งเราก็อยากจะ optimize ทั้งคู่ซึ่งแน่นอนว่าเราก็จะได้ Traffic ที่เพิ่มขึ้น แต่การแกล้งพิมพ์ผิดหรือพิมพ์เพี้ยนในเว็บไซต์นั้นอาจจะทำให้เว็บไม่ค่อยน่าประทับใจ ทางที่ดีใส่แค่ใน meta ดีกว่า
 0

15 Keyword dilution
 ถ้าคุณพยายามที่จะ optimizing  keywords หลายคำเกินไป, โดยเฉพาะอย่างยิ่งคีย์เวิร์ดที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย จะทำให้ performance ของ keywords รวมทั้งตัวหลักๆนั้นเจอจางลงไปเช่นเดียวกับการมี text อยู่เท่านั้น
 -2

16 Keyword stuffing
 การตั้งใจใส่ keywords ที่เยอะเกินไปจนผิดธรรมชาติ (มากกว่า 10% ของคำทั้งหมดใน page)เรียกว่า stuffing และจะทำให้เว็บของคุณเสี่ยงต่อการถูกแบนโดย search engine
 -3

Links – internal, inbound, outbound 

17 Anchor text of inbound links
 การถูกลิงก์จากเว็บไซต์อื่นเข้ามา โดยมี text ของลิงก์ตรงกับkeyword เป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดของประสิทธิภาพ keywords(  แต่ถึงจะไม่มี anchor text ตรงๆกับ keyword ก็ยัง OK นะครับ)
 +3

18 Origin of inbound links
 เช่นเดียวกับanchor text, คุณภาพ (reputable)ของเว็บที่ลิงก์เข้ามานั้นก็สำคัญมากเช่นกัน โดยปกติเว็บที่มี Google PR ที่ดีก็มักจะมี reputable ดีด้วยเช่นกัน 
+3

19 Links from similar sites
 ลิงก์จากเว็บที่คล้ายๆกันก็มีประโยชน์อย่างมากเช่นกัน เพราะมันแสดงถึงว่าคู่แข่งของคุณกำลังโหวตให้คุณ และคุณกำลัง popular ใน community นั้นๆ
 +3

20 Links from .edu and .gov sites
 ลิงก์เหล่านี้มีมูลค่ามากทีเดียว เพราะว่าเว็บประเภท .edu และ .gov นั้นจะมี reputable สูงกว่า .com .biz .info หรืออื่นๆ และอีกอย่างก็คือ ลิงก์ออกจากเว็บเหล่านี้ก็มีไม่เยอะซะด้วย
 +3

21 Number of backlinks
 แน่นอนว่ายิ่งมีคนลิงก์เข้ามาเยอะก็ยิ่งดี ถึงแม้ว่า คุณภาพของเว็บที่ลิงก์จะมีความสำคัญมากกว่าจำนวนก็ตาม
 +3

22 Anchor text of internal links
 การใส่ anchor text  สำหรับลิงก์ภายในเว็บของเราเองก็ให้ผลดีและเป็นสิ่งสำคัญที่ทำได้ไม่ยาก
 +2

23 Around-the-anchor text
 text ที่อยู่ก่อนและหลังของ anchor text ก็มีความสำคัญเช่นกัน เรามันจะเป็นตัวบอกความตั้งใจในการใส่ลิงก์ของคุณ  ว่าใส่อย่างผิดธรรมชาติหรือ flow อยู่ข้างในกลุ่ม text หรือไม่
 +2

24 Age of inbound links
 อายุของ ลิงก์ เข้ามาจากเว็บอื่นยิ่งมากยิ่งดี เพราะว่าการได้ลิงก์จำนวนมากเข้ามาในระยะเวลาไม่นานนั้นแสดงให้เห็นว่าคุณน่าจะซื้อมันมากกว่า 
 +2

25 Links from directories
 การใด้ลิงก์จากเว็บ Directory ก็สำคัญเช่นกันและขึ้นอยู่กับคุณภาพของ Directory นั้นๆด้วย เช่นการให้ลิงก์จาก DMOZ ,Yahoo นั้นจะให้ผลที่ดีมากๆ แต่การมีลิงค์จำนวนมหาศาลจาก Directory ที่มี PR-0  นั้นกลับไร้ประโยชน์ และยังอาจเสี่ยงต่อการถูกคิดว่าเป็น spam links อีกด้วยถ้าคุณมีเป็นร้อยเป็นพันลิงก์
 +2

26 Number of outgoing links on the page that links to you
 เว็บที่ลิงก์เข้ามาให้คุณนั้น  ถ้ามีลิงก์ออกไปที่อื่นยิ่งน้อยยิ่งดีเพราะว่ามันแสดงถึงความสำคัญของเว็บคุณต่อเค้านั่นเอง อันนี้เป็นหลักการของการให้ pagerank โดยปกติ
 +1

27 Named anchors
 Named anchors บริเวณเป้าหมาย ลิงก์ภายในไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับ navigation ภายใน แต่ยังสำคัญกับ SEO ด้วยเพราะเป็นการเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของ ย่อหน้าหรือ text นั้นๆ สำหรับ code, named anchors เช่น: <A href= “#dogs”>Read about dogs</A> และ “#dogs”ก็คือ named anchor.
 +1

28 IP address of inbound link
 Google denies Google นั้นจะไม่ให้ความสำคัญและไม่ให้น้ำหนักจากลิงก์ที่มาจาก IP address เดียวกัน แต่ MSN และ  Yahoo นั้นอาจจะไม่รับ ลิงก์ที่มาจาก IP address เดียวกัน ด้วยซ้ำ ดังนั้นเป็นการดีที่จะได้ลิงก์เข้ามาจาก  IPs ที่ต่างกัน
 +1

29 Inbound links from link farms and other suspicious sites
 การได้รับลิงก์มากจากเว็บรวมลิงก์ (links farm) นั้นจะไม่ส่งผลอะไรต่อเว็บของคุณเลย และก็ไม่ถูกทำโทษด้วยเพราะว่ามันไม่ใช่ความผิดของคุณ แต่ยังไงก็ตาม อยุ่ห่างๆจากเว็บพวกนี้ก็ดีครับ
 0

30 Many outgoing links
 Google จะไม่ชอบเว็บ page ที่มีลิงก์ออกเป็นจำนวนมาก  เพราะฉนั้นคุณต้องพยายามไม่ให้ลิงก์ออกจากเว็บเกิน 100  ต่อหนึ่งหน้า มิเช่นนั้นจะส่งผลเสียต่อเว็บของคุณ
 -1

31 Excessive linking, link spamming
 ถ้าเว็บคุณมีลิงก์หลายอันไปที่เว็บๆเดียว  หรือได้ลิงก์เข้ามาหลายๆอันจากเว็บๆเดียว (แม้ว่าเว็[นั้นจะไม่ใช่เว็บที่คุณภาพต่ำก็ตาม) อันนี้ก็ส่งผลเสียเช่นกันเพราะจะดูเหมือนกับการซื้อลิงก์หรือ spamming
 -1

32 Outbound links to link farms and other suspicious sites
 ถ้าคุณมีลิงก์ออก (outbound) ไปที่เว็บที่ถูกทำโทษไปแล้วหรือไปที่ link farm จะทำให้ถูกตัดแต้มอย่างมาก ดังนั้นต้องหมั่นเช็คลิงก์ขาออก จากเว็บของคุณเสมอเพราะบางทีเว็บที่ดีก็มีการเปลี่ยนไปเป็นเว็บที่แย่ได้เหมือนกัน (bad neighbors )
 -3

33 Cross-linking
 ตัวอย่างของ Cross linking เช่นเว็บ A ลิงก์ออกไปที่เว็บ B และเว็บ B ลิงก์ออกไปที่เว็บ C และ เว็บ C ลิงก์กลับมาที่เว็บ A การกระทำอย่างนี้ก็เหมือนเป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนลิงก์จำนวนมากเช่นกัน แม้และจะโดนตัดแต้มอย่างมาก (กรณีที่ซับซ้อนกว่านี้ google ก็ยังสามารถเช็คได้ดังนั้นทำอะไรให้เป็นธรรมชาติด้วยจำนวนลิงก์ที่เหมาะสมเช่นเพื่อนแนะนำเพื่อนในกลุ่มเดียวกันก็ไม่เป็นไร)
 -3

34 Single pixel links
 ถ้าพยายามทำลิงก์ที่มีขนาดแค่ pixel เดียวหรือมีขนาดที่คนทั่วไปไม่สามารถมองเห็นเพื่อหวังผลว่าจะหลอก search engine ก็จะถูกตัดแต้มด้วยเช่นกัน
 -3

Metatags 

35 <Description> metatag
 Metatags เริ่มมีความสำคัญน้อยลงไปเรื่อยๆแต่ก็ยังมีผลอยู่เช่นกัน ซึ่งจะมีทั้ง <description> และ <keywords>  ถ้าเราต้องการอธิบายเว็บของเราให้ใส่ <description> ( yahoo และ msn ยังคงให้ความสำคัญมากอยู่) และบางครั้ง description ก็จะขึ้นใน search results เช่นกัน
 +1

36 <Keywords> metatag
 <keyword> metatag นั้นยังมีผลต่อ google เวลาใส่ metatag ให้ใส่ด้วยความยาวที่เหมาะสมคือประมาณ 10-20  keywords และอย่ายัด keyword ที่ไม่มีในหน้า page ของคุณลงไปเพราะจะส่งผลเสียแทน
 +1

37 <Language> metatag
 ถ้าเว็บไซต์ของเราต้องการ specific ภาษา ก็อย่าให้ tag ภาษาว่างเปล่า  ถึงแม้ว่า search engine จะมีกรรมวิธีที่ซับซ้อนกว่าในการวิเคราะห์ภาษาแต่ก็ยังต้องคำนึงถึง <language>metatag
 +1

38 <Refresh> metatag
 <refresh>metatag เป็นทางเดียวที่จะ redirect จากเว็บของคุณไปที่อื่น   ให้ทำในกรณีที่คุณเพิ่งย้ายเว็บไซต์ไปยังชื่อ domain ใหม่เท่านั้นและควรทำเป็นการชั่วคราว เพราะถ้า redirect เป็นเวลานานจะทำให้แต้มตก ในกรณีนี้การ redirect ไปที่ 301 นั้นจะดีกว่า
 -1

Content

39 Unique content
 ยิ่งเว็บเรามีเนื่อหามากเท่าไหร่ และเนื้อหามีความแตกต่างจากเว็บอื่นๆทั้ในแง่ของ wording และ Topics จะยิ่งทำให้ ranking ดีขึ้นเท่านั้น
 +3

40 Frequency of content change
 การปรับเปลี่ยนเนื้อหาอยุ่เป็นประจำนั้นยอดเยี่ยมเช่นกัน และดีที่สุดถ้าเว็บมีเนื้อหาใหม่ๆตลอดเวลา (ดีกว่าการปรับเปลี่ยนเนื้อหาที่มีอยู่แล้วนิดหน่อยๆ)
 +3

41 Keywords font size
 เมื่อเนื้อความที่เป็น keywords ในเว็บของคุณมีขนาดตัวอักษรที่ใหญ่เมื่อเทียบกับตัวอักษรตัวอื่นๆในเว็บ ซึ่งจะทำให้เป็นที่สังเกตได้ง่ายขึ้นและแสดงถึงความสำคัญก็จะช่วยให้ keyword นั้นๆได้แต้มด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกับการใส่ <h1>,<h2> ที่ heading
 +2

42 Keywords formatting
 เช่นเดียวกันกับด้านบน ถ้าเราเน้นตัวอักษรที่เป็น keyword ด้วยวิธีอื่นๆเช่นตัวเอียง ตัวหนา ก็จะได้แต้มด้วยเช่นกัน แต่ก็อย่าใช้มากเกินไป
 +2

43 Age of document
 เอกสารที่ออกใหม่ๆ หรือเอกสารที่อัพเดทบ่อย ก็จะได้รับความสำคัญมากกว่าเช่นกัน
 +2

44 File size
 ปกติ page ที่มีข้อความยาวมากๆเกินไปนั้นก็ไม่ได้ให้ผลที่ดีมากนัก เพราะถ้าเรามี หน้าสั้นๆ 3 หน้าก็ยังดีกว่า หนึ่งหน้ายาวๆใน Topic เดียวกัน เพราะฉนั้นให้แยกบทความยาวๆเป็น บทความสั้นๆหลายๆหน้าจะดีกว่า
 +1

45 Content separation
 ถ้าเป็นมุมมองทางการตลาก การแยกประเภทของเนื้อหาตามกลุ่มต่างๆภายใต้ IP หรือ ชนิดของ Browser หรืออื่นๆ นั้นน่าจะดีเพราะตรงกลุ่มเป้าหมาย แต่กลับส่งผลเสียต่อ SEO แทนเนื่องจากเมื่อคุณมีแค่ URL เดียวแต่กลับมี เนื้อหาที่ต่างกันจะทำให้ search engine งงว่าอันไหนเป็นเนื้อหาที่แท้จริง
 -2

46 Poor coding and design
 Search engine เป็นคนบอกเองว่า พวกมันไม่ต้องการเว็บไซต์ที่มีการดีไซน์ที่แย่และมีการเขียน code ที่ไม่ดี ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยมี เว็บที่ถูกแบนเนื่องจากกรณีดังกล่าว  (messy code และ รูปที่น่าเกลียด) แต่เว็บที่ดีไซน์ไม่ดีและ code ไม่ดีก็จะไม่ถูก index เลยทำให้ส่งผลเสียแน่นอน
 -2

47 Illegal Content
 การใส่เนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์ของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตนอกจากจะผิดกฎหมายแล้วคุณก็ยังจะถูก search engine เขี่ยออกไปอีกด้วย
 -3

48 Invisible text
 นี่เป็นกรณีของ black hat SEO (สายดำ) ถ้า spiders ตรวจจับได้ว่าคุณใส่ text ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยสายตาก็อย่าแปลกใจที่จะโดยทำโทษ
 -3

49 Cloaking
 Cloaking เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่สามารถโดนตัดแต้มได้ เพราะเป็นการแยกส่วน content หลอกให้ spider เห็น page ที่ทำ optimize หวังผล ในขณะที่ผู้เข้าชมปกติกลับเห็นอีกเวอร์ชั่นของ page นั้นๆ
 -3

50 Doorway pages
 การสร้าง page โดยตั้งใจที่จะหลอก spiders ว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นเป็นเว็บที่สำคัญดี (highly-relevant)  ทั้งๆที่ไม่ใช่ ก็เป็นอีกทางที่ search engine จะเขี่ยคุณออก
 -3

51 Duplicate content
 เมื่อคุณมีเนื้อหาที่เหมือนกันในหลายๆหน้าบนเว็บ แทนที่จะทำให้เว็บดูใหญ่ก็กลับทำให้ถูกลงโทษในฐานะ duplicate content แทน  การวิเคราะห์การทำซ้ำนั้นก็มีหลายดีกรี แต่ก็ไม่ใช่ทุกอันที่จะถูกแบน เช่น บทความจาก mirror sites นั้นไม่เป็นไร
 -3

Visual Extras and SEO 

52 JavaScript
 ให้ใช้ java อย่างฉลาดเพียงเพื่อดึงดูดความน่าสนใจเท่าที่จำเป็น แต่ถ้าเนื้อหาหลักของเว็บถุกแสดงผ่าน Javascript ทั้งหมด จะทำให้ spiders ติดตามได้ยาก และอาจติดตามไม่ได้เลยถ้า code Javascript นั้นเขียนมาแย่ แน่นอนว่า rating จะตกได้
 0

53 Images in text
 เว็บที่มีแต่ตัวอักษรก็ดูน่าเบื่อแต่ถ้ามีรูปเยอะไปก็ไม่ดีกับ SEO เช่นกัน อย่างไรก็ตามให้ใส่ <alt>tag ด้วยคำที่เป็นความหมายที่เหมาะสมกับรูป แต่ก็อย่ายัด keyword จำนวนมากใส่รูปโดยไม่เกี่ยวข้องกันเช่นกัน
 0

54 Podcasts and videos
 Podcast และวีดีโอกำลังได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆทุกวัน แต่ก็ทำให้ ไม่ค่อยมี text ในเว็บและ search engine  ก็เจอยาก เพราะฉนั้นถ้าเป็นไปได้ จะถอดเทปและเขียนเป็น text กำกับไว้ในหน้านั้นๆก็ได้ครับ
 0

55 Images instead of text links
 การใช้รูปเป็นตัวลิงก์แทนตัวอักษรนั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่  จะยิ่งแย่เมื่อไม่ได้ใส่อะไรใน <alt>tag เลย แต่แม้ว่าคุณจะใส่ <alt>tag แล้วก็ยังให้ผลได้ไม่ดีเท่ากับการลิงก์ด้วยตัวอักษรที่เป็นตัวหนา ,ขีดเส้นใต้ หรือมีขนาด ใหญ่ เพราะฉนั้นคุณควรจะใช้ รูปในการทำ navigation ที่ขึ้นกับ graphic lay-out ของเว็บคุณเท่านั้น
 -1

56 Frames
 Frames เป็นสิ่งที่ส่งผลเสียต่อ SEO มาก ให้หลีกเลี่ยงยกเว้นจำเป็นจริงๆ
 -2

57 Flash
 Spiders จะไม่ index เนื้อหาที่เป็น Flash (ภาพเคลื่อนไหว) ถ้าจำเป็นต้องมีก็ควรใส่  alternate textual description ด้วย
 -2

58 A Flash home page
 การทำ flash homepage โดยไม่มี html เลยส่งผลไม่ดีต่อ SEO อย่างมากแน่นอน
 -3

Domains, URLs, Web Mastery

59 Keyword-rich URLs and filenames
 การที่มี keywords หรือชื่อของไฟล์ อยู่ใน URLs ก็เป็นสิ่งสำคัญมาสำหรับ SEO โดยเฉพาะอย่างยิ่งกบ Yahoo! และ MSN
 +3

60 Site Accessibility
 การเข้าเว็บไซต์ได้ทั้งเว็บตลอดเวลาก็เป็นสิ่งสำคัญ ปกติเว็บจะถือว่า unaccessible เมื่อ ลิงก์ตาย,404 errors, บริเวณในเว็บที่ต้องใส่ password และจะทำให้เว็บไม่ถูก index
 +3

61 Sitemap
 การมี  sitemap,เป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว คุณควรมี site map ที่สมบูรณ์และ update เสมอ(ไม่ว่าจะเป็นแบบ HTML ธรรมดาหรือ Google site map formatt  เพราะว่า spiders จะชอบ
 +2

62 Site size
 โดยปกติเว็บยิ่งใหญ่ก็จะยิ่งดี เพราะSpiders นั้นชอบเว็บไซต์ใหญ่ๆ  อย่างไรก็ตามเว็บที่ใหญ่ก็จะมีปัญหาใช้งานยากขึ้นและมี navigation ที่แย่ลงทำให้บางทีต้องแยกเป็นเว็บที่เล็กลง  แต่ในทางปฎิบัติ ยังไม่ค่อยมีเว็บไหนที่ถูกลงโทษเพราะมีหน้าเกินหมื่นหน้า เพราะฉนั้นอย่าแยกเว็บไซต์เพียงเพราะว่ามันใหญ่ขึ้นทุกวัน
 +2

63 Site age
 older sites are respected more.เว็บไซต์ยิ่งมีอายุมากแล้วยิ่งได้รับความเชื่อถือมากขึ้น เพราะแสดงว่าไม่ใช่เว็บ pop-up ใหม่ๆแล้วหายไป
 +2

64 Site theme
 site theme ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน และสำคัญมากต่อ ranking ถ้าเราทำ site ให้เข้ากับ theme หนึ่งๆแล้ว ถ้ามี page อื่นๆที่เกี่ยวข้องกับ theme นี้จะช่วย boost เว็บไซต์ทั้งหมด
 +2

65 File Location on Site
 ตำแหน่งของ file ในเว็บไซต์ ( ชื่อไฟล์ด้านหลังเช่น www.ipattt.com / xxx) ถ้าอยู่ใกล้กับ root directory จะมีแนวโน้มที่มี rank ดีกว่าไฟล์ที่อยู่ลึกเข้าไปห้าระดับ (เช่น www.ipattt.com/nnn/nnn/nnn/nnn/xxx )
 +1

66 Domains versus subdomains, separate domains
 การมี domain ต่างหากน้นดีกว่า เช่นแทนที่จะมี ipattt.blogspot.com ก็ควร register เป็น ipattt.com
 +1

67 Top-level domains (TLDs)
 TLDs ( .xxx) นั้นมีความแตกต่างกันอยู่ โดย .com นั้นดีกว่า .ws, .biz, .info อยู่มากแต่ก็ไม่มีอะไรสู้ .edu กับ .org ที่จดทะเบียนมานานแล้วได้
 +1

68 Hyphens in URLs
 เครื่องหมาย ( – ) ระหว่าง URLs นั้นช่วยให้อ่านง่ายขึ้นและมีผลต่ ranking สามารถใช้ได้กับทั้ง domain name และ ที่เหลือ ใน URLs
 +1

69 URL length
 ปกติ URLs ที่ยาวมากๆจะเริ่มดูเหมือน spam เพราะฉนั้นควรหลักเลี่ยงการมี URLs ยาวเกิน 10 คำ ( 3 ถึง 4 คำสำหรับ domain name และ 6 คำสำหรับที่เหลือนั้นยังพอรับได้)
 0

70 IP address
 IP address จะมีผลไม่ค่อยดีต่อเมื่อมีการ shared hosting หรือเมื่อเว็บไซต์นั้น host กับ free hosting provider  อีกกรณีคือ  IP หรือ C-class ของ IP address ทั้งหมดติดแบล็คลิสต์เนื่องมาจากการถูกลงโทษด้าน spamming หรือ ด้าน กฏหมาย
 0

71 Adsense will boost your ranking
 Adsense นั้นอาจจะช่วยให้คุณมีรายได้แต่ไม่ได้มีผลอะไรกับ SEO ranking  Google ไม่ได้ให้ ranking bonus เพราะว่า hosting adsense ads
 0

72 Adwords will boost your ranking
 เหมือน Adsense , ตัว Adwords นั้นช่วยให้คนเข้ามาดูเว็บของคุณได้ง่ายขึ้นแต่ก็ไม่ได้มีผลอะไรกับ SEO ranking เช่นกัน
 0

73 Hosting downtime
 Hosting downtime มีความสัมพันธ์โดยตรงกับ accessibility  เพราะว่าถ้าเว็บ down บ่อยๆจะไม่สามารถทำ indexed ได้ factor นี้จะเห็นผลเสียก็ต่อเมื่อ hosting provider ไม่ค่อยน่าเชื่อถือและมี uptime ต่ำกว่า 97-98%
 -1

74 Dynamic URLs
 Spiders นั้นชอบ static URLs  แม้ว่าคุณจะเคยเห็น dynamics pagesจำนวนมาก    การมี URLs ยาวๆ(เช่นเกิน 100ตัวอักษร)จะส่งผลเสียต่อทั้งคนท่องเว็บและ SEO และเราควรจะใช้เครื่องมือบางตัวช่วยเช่น rewrite dynamic URLs
 -1

75 Session IDs
 ยิ่งแย่กว่า Dynamics URLs  การใช้ session IDs นั้นจะไม่ทำให้ spiders ทำ indexed
 -2

76 Bans in robots.txt
 ถ้าเว็บไซต์ของเรามีบางส่วนที่ถูกแบน  มันก็มักจะส่งผลถึงส่วนอื่นๆที่ไม่โดนแบนทั้งหมดด้วยเนื่องจาก spiders จะวิ่งเข้ามาน้อยถ้าเป็น “noindex” site
 -2

77 Redirects (301 and 302)
 redirects จะส่งผลเสียมากถ้าใช้อย่างไม่ถูกต้อง บางทีหน้าที่ต้องการนั้นก็ไม่สามารถเปิดได้ หรือแย่ยิ่งกว่านั้นคือ บางครั้ง redirect อาจถือว่าเป็นการทำ SEO แบบ black hat คือเมื่อผู้เยี่ยมชมเข้ามากลับถูกโยนไปที่อื่นแทน
 -3

ขอบคุณhttp://www.ipattt.com


วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554

PayPal คืออะไร?



PayPal คืออะไร?

PayPal เป็นบริษัทของ e-bay และเป็นผู้นำด้านระบบการชำระเงินออนไลน์ระดับโลก ซึ่งมีบัญชีเปิดใช้งานประมาณ 70 ล้านบัญชีทั่วโลก1 ด้วยปริมาณการชำระเงินรวมทั้งหมด 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (2.2 ล้านล้านบาท) ในปี 2008 ซึ่งคิดเป็น 9% ของมูลค่าการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก และ 15% ของมูลค่าการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐอเมริกา

PayPal ทำงานอย่างไร?
PayPal เป็นระบบการชำระเงินออนไลน์ครบวงจรที่ช่วยให้บุคคลหรือหน่วยงานธุรกิจใดๆ ที่มีที่อยู่อีเมล์สามารถรับส่งเงินได้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต PayPal ช่วยให้ผู้ที่ทำการค้าเสนอทางเลือกในการชำระเงินให้กับผู้ซื้อสินค้าได้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต บัตรเดบิต การโอนเงินผ่านธนาคารชั้นนำ และอีกมากมาย

ทำไมต้องใช้ PayPal?

ขยายฐานลูกค้าของคุณ – จูงใจลูกค้าของคุณด้วยบัญชีของPayPalกว่า 70 ล้านบัญชีที่ทำการซื้อขายในตลาด 190 แห่ง และ 18 สกุลเงินทั่วโลก

เพิ่มยอดขาย – ผู้ดำเนินธุรกิจจะมียอดขายโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเพิ่มทางเลือกการชำระเงินด้วย PayPal (ข้อมูลอ้างอิงจากการสอบถามทางโทรศัพท์ของ PayPal ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2006 โดยสัมภาษณ์เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่มียอดขายต่อปีอย่างต่ำ 120,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี)

ปลอดภัย – ผู้ซื้อเลือกชำระเงินโดยใช้ PayPal เนื่องจากพวกเขาต้องการซื้อสินค้าออนไลน์โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินกับผู้ขายสินค้า นอกจากนี้ คุณไม่ต้องกังวลใจกับการบันทึกข้อมูลทางการเงินของผู้ซื้อที่มีความละเอียดอ่อนอีกด้วย

รวดเร็ว – รับการชำระเงินทันทีจากผู้ซื้อหลากหลายที่ชำระเงินด้วยสกุลเงินที่แตกต่างกัน

ง่าย – ผู้ซื้อจะมีทางเลือกชำระเงินหลากหลายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต บัตรเดบิต การโอนเงินผ่านธนาคาร และอีกมากมาย พร้อมการจัดการและติดตามการดำเนินธุรกรรมด้วยสกุลเงินที่หลากหลายได้อย่างง่ายดาย

คุ้มค่า – ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้าหรือค่าธรรมเนียมรายเดือน คุณชำระเงินเฉพาะเมื่อขายสินค้าได้เท่านั้น ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมมีมูลค่า 3.9% ถึง 2.9% ของยอดขาย + ค่าธรรมเนียมตายตัวเล็กน้อย (มูลค่าแตกต่างกันไปตามสกุลเงิน)

ค่าธรรมเนียมของ PayPal เป็นอย่างไร?
ค่าธรรมเนียมการใช้บริการของ PayPal ย่อมเยา เหมาะสมกับธุรกิจทุกขนาด ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้าหรือรายเดือน คุณชำระเงินเฉพาะเมื่อได้รับเงินในบัญชี PayPal เท่านั้น ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมมีมูลค่า 3.9% ถึง 2.9% ของยอดขาย + ค่าธรรมเนียมตายตัวเล็กน้อย (มูลค่าแตกต่างกันไปตามสกุลเงิน) ไปที่ www.paypal.com และคลิกที่ลิงค์ “ค่าธรรมเนียม” ที่ด้านล่างของหน้าเว็บ

นอกจากนี้ ถ้าการทำธุรกรรมของคุณจำเป็นต้องแปลงสกุลเงิน PayPalสามารถแปลงสกุลเงินด้วยด้วยอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับการค้าปลีก ซึ่งปรับเปลี่ยนเป็นประจำตามสภาพตลาด อัตราแลกเปลี่ยนนี้รวมค่าธรรมเนียมการจัดการ 2.5% ซึ่งค่าธรรมเนียมนี้ควบคุมโดยPayPal อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินสำหรับการทำธุรกรรมกับสกุลเงินอื่นนั้นจะปรากฏขึ้นขณะทำธุรกรรม

ฉันจะเริ่มใช้งานได้อย่างไร?
ลงทะเบียนรับบัญชีPayPal คุณสามารถลงทะเบียนได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
ไปที่ www.paypal.com และคลิก “ลงทะเบียน” เลือกประเทศของคุณจากเมนูแบบดรอปดาวน์และเลือกบัญชีแบบ "ธุรกิจ"
ป้อนข้อมูลบัญชีของคุณและจากนั้นทำการเชื่อมโยงและยืนยันข้อมูลบัตรเครดิตของคุณ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและเพิ่มวงเงินที่สามารถถอนได้จากบัญชีของคุณ
ยืนยันที่อยู่อีเมล์ของคุณเพื่อเปิดใช้งานบัญชี

ฉันจะรู้ได้อย่างไรเมื่อได้รับเงิน?
PayPal จะแจ้งคุณทางอีเมล์ หรือคุณสามารถเข้าสู่บัญชีเพย์พาลและไปที่หน้า "ประวัติข้อมูล" ได้

ฉันจะถอนเงินจากPayPalได้อย่างไร?
คุณสามารถถอนเงินจากบัญชีPayPalไปยังบัญชีธนาคารของคุณได้โดยตรง:

เข้าสู่บัญชีPayPalของคุณ
คลิกที่Tapย่อย “ถอนเงิน” ของหน้า “บัญชีของฉัน”
คลิกที่ลิงค์ “ถอนเงินไปยังบัญชีธนาคารของคุณ” และป้อนจำนวนเงิน

หมายเหตุ: คุณจะต้องเพิ่มบัญชีธนาคารเข้าไปในบัญชีPayPalก่อนจึงจะสามารถถอนเงินได้

เข้าสู่บัญชีPayPalของคุณ
ไปที่ "Profile" ของคุณ
คลิกที่ “เพิ่ม/แก้ไขบัญชีธนาคาร” จากเมนูแบบดรอปดาวน์
เติมข้อมูลบัญชีธนาคารของคุณ ให้เหมือนกับที่ปรากฏบนใบแจ้งยอดบัญชีธนาคาร
จากนั้นตรวจสอบยืนยันความถูกต้องของข้อมูล
คลิกที่ "เพิ่มบัญชีธนาคาร"

ข้อมูลสำคัญ: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าชื่อบนบัญชีของPayPalนั้นตรงกับชื่อบัญชีธนาคารของคุณ มิฉะนั้นเงินจะถูกส่งกลับและคุณจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเล็กน้อยในการส่งเงินกลับ

มีค่าธรรมเนียมอื่นๆ ในการถอนเงินจากบัญชีPayPalอีกหรือไม่?
ถอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร:
ถอนเงินฟรีหากจำนวนเงิน 5,000 บาทขึ้นไป
ค่าธรรมเนียม 50 บาทหากถอนเงินน้อยกว่า 5,000 บาท

โปรดทราบว่าธนาคารบางแห่งอาจคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในการโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ PayPalไม่สามารถรับประกันได้ว่าคุณจะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมที่ธนาคารของคุณ โปรดสอบถามข้อมูลการคิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์กับทางธนาคารก่อนถอนเงิน

เงินที่ถอนออกมาจะปรากฏบนบัญชีธนาคารของฉันเมื่อไร?
โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน

PayPalให้ความคุ้มครองผู้ขายสินค้าอย่างไรบ้าง?
PayPalให้ทางเลือกมากมายเพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัว ป้องกันการฉ้อโกง และปกป้องการดำเนินธุรกรรม ช่วยให้โอกาสเกิดข้อพิพาท การร้องเรียน และการคืนเงินลดน้อยลง

PayPalใช้เทคโนโลยีป้องกันการฉ้อโกงที่ทันสมัยและยอดเยี่ยมที่สุดในวงการ นอกจากนี้ ยังใช้โมเดลความเสี่ยงเพื่อช่วยคาดการณ์กิจกรรมการฉ้อโกงที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ PayPalยังมีเจ้าหน้าที่ป้องกันการฉ้อกงกว่า 2000 คนทำงานตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยในการดำเนินธุรกรรมของคุณ เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวและป้องกันการฉ้อโกง PayPalมีระบบการยืนยันที่มั่นคงและจะไม่เปิดเผยข้อมูลทางการเงินระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย นอกจากนี้ PayPalจะสืบสวนเรื่องร้องเรียนที่ส่งเข้ามาในกรณีที่เกิดปัญหากับผู้ขายสินค้า พร้อมอำนวยความสะดวกในกระบวนการยุติข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย

PayPalยังให้คำแนะนำและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดเพื่อช่วยให้ผู้ใช้เรียนรู้วิธีป้องกันตนเองโดยทำความเข้าใจกับความเสี่ยงต่างๆ พร้อมรู้วิธีรับมือ

คุณสามารถรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยเยี่ยมชมศูนย์รักษาความปลอดภัยของPayPalเพื่อรับทราบเคล็ดลับในการพัฒนาธุรกิจของคุณอย่างปลอดภัย ไปที่ www.paypal.com และคลิกที่ลิงค์ “ศูนย์รักษาความปลอดภัย” ที่ด้านบนของหน้าเว็บ

มีสินค้าที่ห้ามขายด้วยPayPalหรือไม่?
มี โปรดตรวจสอบ นโยบายการใช้งานที่เหมาะสม บนไซต์ของPayPalโดยคลิกที่ลิงค์ “ข้อตกลงผู้ใช้” ที่ด้านล่างของหน้าเว็บ

PayPalได้เตรียมเครื่องมืออะไรเพื่อช่วยเหลือฉันในการดำเนินธุรกิจบ้าง?
รายงานประวัติการทำธุรกรรม: ติดตามและดาวน์โหลดข้อมูลการทำธุรกรรมของคุณได้จากจุดเดียวเพื่อการจัดการคำสั่งซื้ออย่างสะดวกและรวดเร็ว เข้าสู่บัญชีPayPalและไปที่Tap "ประวัติข้อมูล"
รายงานทางธุรกิจ: รับรายงานยอดขายรายเดือน ยอดการเงิน และรายงานการซื้อขายของแต่ละเคส เพื่อช่วยให้คุณจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดเวลา ไปที่: https://business.paypal.com (ต้องเข้าสู่ระบบ)
การเข้าใช้งานสำหรับผู้ใช้หลายคน (บัญชีธุรกิจเท่านั้น): สร้างระดับการเข้าใช้งานและการเข้าถึงข้อมูลหลากหลายรูปแบบเพื่อให้พนักงานของคุณสามารถทำงานที่จำเป็นได้ พร้อมจำกัดความสามารถในการดูหรือใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ละเอียดอ่อน

เขียนโดย : Tip Technology



วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ทำไมต้องทำโฆษณาออนไลน์, ทำ SEO Search Engine Optimization, Google Adwords

ทำไมต้องทำโฆษณาออนไลน์, ทำ SEO Search Engine Optimization, Google Adwords

- การตลาดแบบผสมผสาน
ปัจจุบัน การใช้ยุทธวิธีการโฆษณาออนไลน์ , Search Engine Optimization (SEO), Google Adwords ผนวกเข้ากับสื่อโฆษณารูปแบบต่างๆ กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะการโฆษณาออนไลน์ที่มีอินเทอร์เน็ตเป็นองค์ประกอบสำคัญ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้สามารถทำการตลาดได้เต็มศักยภาพและสัมฤทธิ์ผลมาก ยิ่งขึ้น สามารถนำมาสร้างสรรค์แคมเปญการสื่อสารการตลาดแบบผสม-ผสาน (IMC) รูปแบบใหม่ที่เปี่ยมประสิทธิภาพได้อีกทางหนึ่ง

- วัดผลสำเร็จได้
การโฆษณาออนไลน์, Search Engine Optimization (SEO), Google Adwords เปี่ยมประสิทธิภาพเหนือความคาดหมาย ให้คุณสามารถวัดผลสำเร็จและแจกแจงข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ได้อย่างที่สื่อโฆษณาทั่วไปไม่อาจทำได้ การติดตามผลจึงกลายเป็นอีกเงื่อนไขสำคัญที่ช่วยให้คุณประเมินประสิทธิผลแคม เปญโฆษณาคุณได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน

- โฆษณาตรงกลุ่ม
สร้างเอกลักษณ์ให้โฆษณาคุณโดดเด่นไม่ซ้ำใคร ด้วยบริการจำแนกประเภทผู้ใช้อินเทอร์เน็ต โดยใช้ Google Adwords ทำให้สินค้าของคุณเข้าถึงแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ได้หลากหลายรูปแบบและสามารถใช้สื่อข้อความที่โดนใจ

- สร้างปฏิสัมพันธ์
อินเทอร์เน็ตให้คุณสื่อสารตรงถึงลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายทางอิเลคโทรนิกส์แบบ เรียลไทม์ ซึ่งช่วยให้คุณทราบปริมาณผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ และสามารถเก็บข้อมูลจำเพาะต่างๆ ของลูกค้าคุณได้อย่างสะดวก ง่ายดาย

- ประหยัดค่าใช้จ่าย
โฆษณาออนไลน์, Search Engine Optimization (SEO), Google Adwords เป็นวิธีการโฆษณา หรือโปรโมทสินค้าที่ประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าสื่อโฆษณาทั่วๆ ไป เช่น ไปรษณีย์ต่างประเทศ แฟกซ์ ใบปลิว หรือการตลาดทางโทรศัพท์ ให้คุณเข้าถึงตลาดอย่างแพร่หลายมากขึ้นแต่จ่ายน้อยลงด้วยค่าใช้จ่ายต่อผู้ชมพันราย(CPM) ที่ถูกลง

- ต่อติดทุกเมื่อ
โฆษณาออนไลน์, Search Engine Optimization (SEO), Google Adwords ให้คุณเข้าถึงลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง อินเทอร์เน็ตช่วยให้ลูกค้าคุณสามารถเข้ามาเยี่ยมชมและเพลิดเพลินกับทุกบริการบนหน้าเว็บไซต์คุณได้อย่างเสรีไม่มีขีดจำกัด ช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและสร้างผลตอบแทนเกินคาดให้กับธุรกิจคุณ

ส่งความคิดเห็น

อภิรดี อุดมศักดิ์

SEOPROMOTE-WEB

Email : seopromoteweb@gmail.com



รับโปรโมทเว็บไซต์และดูแลเว็บไซต์

รับทำเว็บบล็อคและดูแลอัพเดตข้อมูล

พร้อมทำการตลาด Social Network



โทร 085-948-2298

โทร 087-110-3192

http://seopromote-web.blogspot.com/



Facebook : SEOPromote-Web

http://www.facebook.com/profile.php?id=100001896132775