รับโปรโมทเว็บ, รับทำseo, รับโพสต์เว็บบอร์ด, ติดหน้าแรกgoogle, รับทำเว็บบล็อก

SEOPromote-Web Top 10

รับโปรโมทเว็บ, รับทำseo, รับโพสต์เว็บบอร์ด, ติดหน้าแรกgoogle, รับทำเว็บบล็อก
บริการรับทำ SEO (Search Engine Opitmize)
และ รับทำ SEM (Search Engine Marketing)
เป็นการทำ Online-Marketing หรือ เรียกว่า การทำการตลาดผ่าน Search Engine ที่จะช่วยทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับการค้นหาในอันดับต้นๆ การโปรโมทเว็บไซต์ หรือที่รู้จักก้นในชื่อ SEO (Search Engine Opitmize) หรือ ปัจจุบันเริ่มใช้คำว่า SEM (Search Engine Marketing) มากขึ้น

ปัจจุบันการสื่อสารการตลาด ด้วยการทำ SEO หรือ รับทำ SEM ได้ รับการพัฒนาให้เป็นกลยุทธ์อันทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเน้นเป้าหมาย และวิธีสื่อสารที่มีความเข้มข้น และสอดประสานกันอย่างมีพลัง การผสมสานเครื่องมือสื่อสารมาใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้การสื่อสารทาง internet หรือ Online Marketing – SEO หรือที่เริ่มพัฒนามาเป็น Search Engine Marketing (SEM) ใช้ร่วมกับการโฆษณาผ่านสื่อ (Mass-media Advertising), การขายโดยพนักงาน (Personal Selling), การส่งเสริมการขาย (Sales Promotion), การประชาสัมพันธ์ (Public Relations), การตลาดทางตรง (Direct Marketing), และบรรจุภัณฑ์ (Packaging) เพื่อเผยแพร่ข่าวสารที่มีความชัดเจน (Clear) คงที่ (Consistent) และจับใจ (Compelling) เกี่ยวกับองค์การ และผลิตภัณฑ์ ด้วยการ ทำ SEO ให้มีโอกาส ติดหน้าแรก google


ตรงกลุ่มเป้าหมายด้วยการโพสผ่านเว็บคุณภาพ ที่มีคนเข้าชมมากที่สุด โฆษณาของคุณจะถูกพบเห็นมากที่สุด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รับทำ SEO แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รับทำ SEO แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2554

การทำ SEO คืออะไร

 SEO หรือ Search engine optimization คือกระบวนการที่พยายามเพิ่ม Traffic ที่มีคุณภาพ เข้าสู่เว็บไซต์ (ของคุณ) จาก Search Enigne ต่างๆ ด้วยวิธีการต่างๆ เพราะโดยปกติแล้วเว็บไซต์ที่ปรากฏอยู่ใน Search Engine ในลำดับแรกๆ มักจะถูกคลิกบ่อยกว่าเว็บไซต์ที่อยู่ด้านล่าง หรืออยู่หน้าถัดไป โดยปกติแล้วเป้าหมายการทำ SEO นั้นอยู่หลายที่ เช่น Image Search, Video Search แต่ที่เราใช้มากที่สุดคือ Web Search นั่นเอง พูดง่ายๆ ก็คือ SEO คือการทำสงครามระหว่าง WebMaster ทั้งหลาย เพื่อช่วงชิงตำแหน่งสูงๆ ของผลลัพธ์ในการค้นหาจาก Search Engine ชื่อดังต่างๆ โดยมี Keyword เป็น อาวุธนั่นเอง





การที่จะทำให้เว็บไซต์ของเรานั้นเป็นผลลัพธ์แรกๆ ในการค้นหาจาก Search Engine นั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่เราต้องอาศัยความพยายาม โดยหลักการทั่วๆ ไปดังนี้
  1. เลือก Domain Name ที่เกี่ยวกับเนื้อหาของเว็บไซต์ ตัวอย่างของเว็บไซต์ที่เลือก Domain Name ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาคือ GameSpot.com ซึ่งตัวเว็บไซต์ ก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Game
  2. การอัพเดทเนื้อหาที่สม่ำเสมอ การอัพเดทเว็บไซต์บ่อยๆ จะทำให้ Search Engine ได้รับข้อมูลใหม่ของเว็บไซต์เราบ่อยๆ โดยปกติแล้ว Search Engine จะชอบเว็บไซต์ ที่มีการเพิ่มเนื้อหาสม่ำเสมอ มากกว่าเว็บไซต์ที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง
  3. แลกลิงค์กับเว็บไซต์อื่นๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน ย้ำว่าเนื้อหาต้องเกี่ยวข้องกัน ไม่เช่นนั้น Search Engine จะมองว่าเว็บไซต์ที่เราลิงค์ไปนั้นไม่มีคุณภาพ หรือไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา ในเว็บไซต์ที่มัน indexed อยู่ สิ่งนี้จะทำให้เราเว็บไซต์ของเรามีค่าลดลงในสายตาของ Search Engine
  4. อย่ามีแค่เนื้อหา ถ้าคุณมีเวลา คุณสามารถอัพโหลดรูปภาพประกอบเนื้อหาเข้าไปด้วยจะดีมาก เพราะคนที่เข้าชมเว็บไซต์เห็นตัวหนังสือเยอะๆ จะเริ่มเอียน มีรูปภาพบ้างประปราย คนอ่านจะได้พักสายตาบ้าง แถมเว็บไซต์ของคุณอาจจะมีโอกาสไปปรากฏในผลลัพธ์การค้นหารูปภาพของ Search Engine อีกด้วย สองเด้งเลยทีนี้ แน่นอนรวมถึงการอัพไฟล์วีดีโอด้วย ถ้าทำครบได้ก็ดีเลย
  5. ออกแบบเว็บไซต์ให้น่าใช้ เรื่องนี้ค่อนข้างสำคัญ คุณลองดูอย่างเว็บไซต์ wikipedia น เค้าไม่ได้ออกแบบให้หรูหราอะไรเลย ใช้สีอยู่ไม่กี่สี รูปภาพไม่กี่รูป แต่น่าอ่าน คนใช้แล้วอยาก ใช้อีก บางเว็บ (ไม่ขอเอ่ยชื่อเว็บ) ใช้สีเยอะแยะรูปเยอะไปหมด เปลี่ยนรูปตัวชี้เมาส์เราอีกตะหาก เว็บเหล่านี้แหละ ที่จะไม่ค่อยกลับมาใช้อีกเพราะว่ามันใช้ลำบาก
ที่มา : HelloMyWeb.com

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

9 ข้อควรระวังในการทำ SEO สำหรับเว็บดีไซน์และผู้พัฒนาเว็บไซต์

9 ข้อควรระวังในการทำ SEO สำหรับเว็บดีไซน์และผู้พัฒนาเว็บไซต์

จากประสบการณ์การให้บริการ SEO ให้กับลูกค้ามาหลายราย จะเจอปัญหาที่จะกล่าวต่อไปนี้บ่อยๆ  เนื่องจากการทำงานของเว็บดีไซน์เนอร์ และผู้พัฒนาเว็บไซต์ขาดความรู้ และขาดการแนะนำพื้นฐานของการทำ SEO และแน่นอน การทำเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับ Search Engine (Search Engine Friendly) ไม่ได้เป็นการการันดี ว่าเว็บไซต์ของคุณจะติดอันดับแรกๆ ใน Keyword ที่ต้องการ แต่เราก็สามารถการันตีได้ว่า พื้นฐานของการทำ Onpage SEO ที่ดีจะช่วยให้ แคมเปนการตลาดผ่าน Search Engine ของคุณจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

สำหรับ 9 ข้อควรระวังที่เว็บดีไซน์เนอร์ และผู้พัฒนาเว็บไซต์ ต้องควรคำนึงในทุกๆ ครั้งที่พัฒนาเว็บไซต์

- Splash Page – รูปแบบของ Splash Page จะเห็นบ่อยมากๆ ในเว็บไซต์ Corporate ที่ต้องการนำเสนอ Brand Image ให้เด่นชัด การทำ Splash Page จะไม่มีปัญหา สำหรับเว็บไซต์ที่ไม่ต้องการ Traffic จาก SEO แต่สำหรับเว็บไซต์ไหนที่จำเป็นต้องมี และต้องการให้อันดับ SEO ดีแล้ว เรามีคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ มาฝากกัน นั่นก็คือการใช้งาน Meta Tag ที่มี Keyword หลักของธุรกิจของคุณ พร้อมทั้งลิงค์ที่เข้าถึงได้โดย Search Engine ไปสู่หน้าสำคัญ ภายในเว็บไซต์

- Navigation Menu ที่ใช้ Flash – การทำ Navigation Menu ให้มีลูกเล่นเช่นการ Fade-in, Fade-out ทำให้เว็บเพจมีความเป็น Interactive และดูน่าสนใจ แต่รู้หรือไม่ว่า Search Engine จะไม่สามารถเข้าไปเก็บข้อมูลได้

- คอนเทนต์ที่อยู่ภายในรูปภาพหรือ Flash Animation – Spider หรือ Robot จะทำงานโดยการเก็บและวิเคราะห์ ข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบของข้อความ (Text) หากขั้นตอนการดีไซน์หรือพัฒนาเว็บไซต์ของคุณนำเอาข้อมูลที่สำคัญ เช่น รายละเอียดของสินค้า หรือ บริการ ของธุรกิจ มาอยู่ในรูปแบบรูปภาพหรือ Flash จะทำให้ Search Engine ไม่สามารถเก็บข้อมุลเลย

- การใช้งานเทคนิค Ajax ที่เยอะเกินไป – เทคนิค Ajax นั้นเป็นเทคนิคใหม่ที่นิยมกันอย่างมาก หลักๆ คือการนำมาใช้ในการโหลดคอนเทนต์ในส่วนอื่นๆ มาแสดงผลโดยที่ไม่จำเป็นต้องโหลดหน้าใหม่ ซึ่งตรงนี้ยังคงเป็นปัญหากับ Search Engine  เพราะฉะนั้น การใช้เทคนิค Ajax ต้องวิเคราะห์ถึงข้อดีและข้อเสียสำหรับ SEO

- การเปลี่ยน Theme หรือการ Redesign เว็บไซต์ – ในหลายๆ ครั้งเราจะเห็นว่าผู้ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ จะ Redirect ผู้เยี่ยมชมไปที่ example.com/v2 เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ ที่มีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็น Theme หรือ Layout ของเว็บไซต์ ซึ่งตรงนี้จะทำให้ Robot เกิดการสับสนว่า หน้าแรกของเว็บไซต์ คือ URL ไหน และอาจก่อให้เกิดปัญหา Duplicate Content ได้

- ปุ่ม “คลิ้กที่นี่” – สั้นๆ ง่ายๆ แต่จะทำให้ Search Engine ไม่สามารถรู้ได้ว่า Link นั้นมีความเกี่ยวข้องหรือ มีคอนเทนต์อย่างไร หนึ่งในพื้นฐานการทำ SEO ก็คือการใช้งาน Keyword ที่เหมาะสมกับเนื้อหาของลิงค์นั้นๆ ให้อยู่ใน Anchor Text

- การละเลย Title Tag – รู้หรือไม่ว่า Onpage Factor ที่สำคัญอีกจุดหนึ่งก็คือการใช้งาน Keyword ใน Title Tag และที่สำคัญก็คือ Title Tag จะแสดงผลในหน้าการค้นหาด้วย ในหลายๆ ครั้ง ผู้พัฒนาเว็บไซต์ จะใช้่งาน Title Tag เพื่อเป็นการบอกว่าหน้านี้คือ หน้า Home, Product, Contact Us เท่านั้น และอย่างที่่กล่าวไปแล้วว่า Search Engine จะแสดง Title ในหน้าผลการค้นหา เพราะฉะนั้น เราควรจะใช้ 65 Character ให้เป็นข้อความโฆษณาที่ทำให้ผู้ค้นหาอยากเข้าไปดูสินค้า หรือบริการ ในเว็บไซต์ของเรา  แต่อย่าลืมการใส่ Keyword ที่สำคัญสำหรับหน้านั้นๆ พร้อมทั้งชื่อ Brand ธุรกิจของคุณลงไปด้วย

- ละเลยการใช้ Alt ในรูปภาพ – เนื่องจาก Search Engine ไม่ได้เก็บข้อมูลในรูปแบบเว็บเพจอย่างเดียวเท่านั้น บริการค้นหารูปภาพของ Google ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะนำลูกค้ามาให้คุณได้เช่นกัน การใช้งาน Alt นอกจากจะทำให้รูปภาพสินค้า หรือบริการของคุณ ปรากฏต่อหน้าผู้ค้นหาแล้ว ยังช่วยเพิ่ม Keyword ให้กับเว็บเพจของคุณได้

- URL ที่ไม่เป็นมิตรกับ Search Engine – ในปัจจุบัน Platform เว็บไซต์สำเร็จรูปจะมี Feature URL Friendly เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่เว็บไซต์ที่มีการพัฒนาโดยผู้พัฒนาที่ไม่คำนึงทำการทำ SEO อาจจะพลาดในสิ่งนี้ไปนี่คือตัวอย่างของ Friendly และ Non-Friendly URL

Friendly : http://www.example.com/seo-guild-for-designer-developer
Non-Friendly : http://www.example.com/?p=12345

ครบแล้วสำหรับ ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยในการทำ SEO ถ้าหากเจ้าของเว็บไซต์ท่านไหนที่กำลัง Redesign หรือ พัฒนาเว็บไซต์ใหม่อยู่ลองให้ ผู้ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ ใช้เวลาซักเล็กน้อย ลองอ่านบทความนี้ดู

ที่มา : searchmaximizer

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

Average Time on Site


ใน Google Analytics ตัวเลข Time on Page ก็คือเวลาที่ visitor ใช้ในเว็บเพจหน้านั้นๆ

Total Time on Site ก็คือเวลารวมทั้งหมดที่ visitor ใช้ดูเว็บไซต์ทุกๆ หน้า

ส่วน Average Time on Site ก็คือ เวลารวมทั้งหมดที่ visitor ใช้ดูเว็บไซต์ทุกๆ หน้า หารด้วยจำนวน visitor (Total Time on Site / visitor)
เคยสงสัยกันมั้ยครับว่า Google Analytics วัดค่า Time on Page ได้ด้วยวิธีไหน และ Google จะรู้ได้อย่างไรว่า visitor อ่านเว็บไซต์หน้านั้นๆ เป็นเวลากี่นาที กี่วินาที

จริงๆ แล้วรูปแบบการคำนวณ Time on Page เป็นแบบนี้

เมื่อ visitor เข้ามาสู่เว็บไซต์สมมุติว่าเป็น page1.html ตัว Tracking Code ของ Google Analytics จะเริ่มจับเวลา time(1) ทันที
เมื่อ visitor คลิกลิงค์ไปที่หน้าอื่นๆ ภายในไซต์ สมมุติว่าเป็น page2.html ตัว Tracking Code ก็จะทำการจับเวลา time(2)
และ Time on Page ของ page1.html ก็จะเท่ากับ time(2) - time(1)
ส่วน Time on Page ของ page2.html ก็จะเป็น time(3) - time(2)
และ Time on Page ของหน้าที่ n ก็จะเป็น time(n+1) - time(n) แบบนี้ไปเรื่อยๆ

ปัญหาของการจับเวลาในรูปแบบนี้มีมากมาย

ข้อแรก หน้าที่เป็น Bounce page จะไม่สามารถบันทึก Time on Site ได้ เพราะเราไม่มี time(2) เนื่องจาก visitor ออกจากเว็บไซต์ทันที โดยไม่ได้ลิงค์ไปที่หน้าอื่น ในกรณีนี้ Time on Page จะมีค่าเป็น 00:00:00

ดังนั้นเราไม่ต้องแปลกใจที่เราเห็น Bounce page ในเว็บไซต์มี Average Time on Site เป็น 00:00:00 ทั้งหมด



ข้อสอง หน้าที่เป็น Exit page ก็จะไม่สามารถบันทึก Time on Site ได้ด้วยเหตุผลเดียวกับข้อแรก ดังนั้น Time on Page จะมีค่า 00:00:00 เช่นกัน



จากภาพด้านบน จะเห็นได้ว่า Total Time on Site ของ visitor คนนี้จะมีค่าเป็น 6 นาที เพราะเราไม่ทราบจริงๆ ว่าหน้าสุดท้ายมี Time on Page เท่าไหร่?

ข้อสาม ปัญหาต่อเนื่องจากสองข้อแรก มีผลทำให้การคำนวณ Average Time on Site ผิดไปอย่างมากมาย สมมุติง่ายๆ ว่า…
ถ้าเรามี visitor 100 คน ที่เข้ามาเว็บไซต์เพียงหน้าเดียว (Bouncing) ใช้เวลาเฉลี่ยคนละ 2 นาที และมี visitor อีก 500 คน ที่เข้ามาเว็บไซต์ 4 หน้า ใช้เวลาเฉลี่ยคนละ 6 นาที

ถ้าเราทำการคำนวณ Average Time on Site ที่ถูกต้องจริงๆ จะคำนวณได้ดังนี้

((100 x 2) + (500 x 4)) / 600 = 2,200 / 600 = 00:03:40

แต่ในการคำนวณของ Google Analytics จะได้ดังนี้

((100 x 0) + (500 x (4-n)) / 600 (โดยที่ n คือเวลาเฉลี่ยในของหน้า Exit page สมมุติว่าเป็น 30 วินาที)

((100 x 0) + (500 x (4-0.5)) / 600 = (0 + 1,750) / 600 = 00:02:55

ผิดไปจากความจริงเกือบๆ 1 นาที!! ยิ่งถ้า Bounce page และ Exit page มีมาก จะยิ่งทำให้ Average Time on Site เพี้ยนมากขึ้นไปกว่านี้อีก
พูดง่ายๆ ว่า ค่าความผิดพลาดของ Total Time on Site จะเกิดขึ้น เนื่องจากหน้า Bounce page และ Exit page ทั้งหมด จะไม่มีการบันทึกเวลาลงไปใน Google Analytics

สรุปสั้นๆ ก็คือ ตัวเลข Average Time on Site เป็นตัวเลขใน Google Analytics ตัวเดียว ที่เราควรจะมองผ่าน ไม่ต้องไปสนใจ

ที่มา : narin 

โครงสร้างระบบบัญชี GOOGLE ANALYTICS

ระบบบัญชีของ Google Analytics แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังภาพด้านล่าง


พูดแบบสั้นๆ เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ก่อนที่เราจะใช้งาน Google Analytics เราจำเป็นจะต้องมีบัญชี Google Account เสียก่อน 

Google Account ก็คือบัญชีที่เราเปิดเพื่อใช้งานบริการของ Google ทั้งหลายนั่นเอง พูดง่ายๆ ก็คือ หากเคย Sign in เข้าใช้งานระบบใดๆ ของ Google มาก่อน แปลว่า เราเคยมี Google Account แล้ว (ไม่ว่าจะเป็น Gmail, Adword, Bookmark หรือบริการอื่นๆ อีกล้านแปดของ Google) ถ้ายังไม่มี Google Account ก็เปิดได้เลย ที่หน้า Google Analytics  หาปุ่ม “Sign Up” แล้วก็จัดการเปิดบัญชีให้เรียบร้อย

ใน 1 Google Account เราสามารถมีบัญชี Google Analytics Account ได้หลายบัญชี (ดูตามภาพบน) ถ้าเจ้าของบัญชีต้องการเปิดบัญชี Google Analytics Account เพิ่ม โดยไม่เปิด Google Account ใหม่ ก็สามารถทำได้ (ดูภาพด้านล่าง)


ยกตัวอย่างง่ายๆ ในกรณีที่เราเป็นเอเยนซี่ในการทำ Web Analytics ให้ลูกค้า ทางเราจะเปิด Google Account ส่วนกลางเพื่อเพื่อใช้งานการตลาด โดย Google Account ของเรามีชื่อว่า .........@gmail.com 

ใน .....@gmail.com นี้ มี Google Analytics Account กี่บัญชีก็ได้ (จริงๆ แล้วไม่แน่ใจว่าเปิด Google Analytics Account ได้สูงสุดกี่บัญชี ถ้าลูกค้าเยอะจนกระทั่ง Google Account เปิดบัญชีต่อไม่ได้ Google Analytics Account แต่ละ Account ก็คือบัญชีของลูกค้าแต่ละรายของ seopromote-web นั่นเอง

ต่อมา ใน Google Analytics Account เราสามารถสร้าง Website Profile ได้อีกหลายๆ Profile (ดังภาพด้านล่าง)


ทีนี้หลายๆ คนอาจจะเริ่มงงในการ organize บัญชี Google Analytics กันแล้ว ว่า หากเรามีเว็บไซต์ที่ต้องดูแลมากกว่า 1 เว็บไซต์ เราจะจัดระเบียบกันอย่างไร

แนวคิดง่ายๆ ก็คือ
เว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้องกัน ให้จัดอยู่ใน Google Analytics Account เดียวกัน แยกคนละ Website Profile
เว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ก็แยก Google Analytics Account กันไปเลย

แชร์ข้อมูลให้ USER คนอื่น

นอกจากนี้ที่เมนู User Manager เรายังสามารถแชร์ข้อมูล Google Analytics Account ให้กับ user คนอื่นๆ ดูข้อมูลได้ด้วย โดยสามารถเลือกได้ว่า จะให้สิทธิ user คนนั้นๆ เข้าถึงข้อมูลได้กี่ profile และมีสิทธิในการดูข้อมูลอย่างเดียว (View reports only) หรือว่าสามารถปรับแต่งบัญชีได้ด้วย (Account Administrator)


WEBSITE PROFILE
เราสามารถเก็บสถิติของเว็บไซต์คนละโดเมน เข้าไว้ใน Website Profile เดียวกันได้ ดูภาพบนสุดหัวข้อ (1) (ดูวิธีการที่นี่ Track multiple domains in one profile)
เราสามารถเก็บสถิติของเว็บไซต์คนละซับโดเมน เข้าไว้ใน Website Profile เดียวกันได้ ดูภาพบนสุดหัวข้อ (1) (ดูวิธีการที่นี่ Track multiple subdomains in one profile)
เราสามารถเก็บสถิติของเว็บไซต์โดเมนเดียวกัน แยกเป็นหลายๆ Website Profile ได้ ดูภาพบนสุดหัวข้อ (2) (Track single domain in seperate profiles) อันนี้มีประโยชน์ในกรณีเว็บไซต์ใหญ่มากๆ และต้องการวิเคราะห์สถิติโดยแยกแต่ละส่วนออกจากกัน เช่น Product Section Profile, News Section Profile, Support Section Profile
เราสามารถเก็บสถิติของเว็บไซต์คนละซับโดเมน แยกเป็นคนละ Website Profile ก็ยังได้ (Track multiple subdomains in seperate profiles) วิธีนี้ก็เหมือนการสร้าง Website Profile ใหม่อีกอัน เอาไว้ Track ซับโดเมนโดยเฉพาะ

ที่มา : narin







Sources และ Media


เรื่องของ Sources และ Media (ใน Google Analytics ใช้คำว่า Medium ที่เป็นเอกพจน์ของ Media) จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจได้ด้วยตัวเองไม่ยากนัก แต่สาเหตุที่ผมเลือกนำ Sources กับ Media มาอยู่ใน 1 ใน 7 ปัญหาคาใจ ก็เพราะว่า พื้นฐานของ Sources กับ Mediums จะถูกนำไปใช้ในการ Tracking ที่ซับซ้อนมากขึ้นอย่าง Campaign Analysis 


เริ่มมาทำความรู้จักกับ Medium/Media 

ในภาษาคนทั่วไป Media ก็คือ สื่อ สื่อในที่นี้เป็น “สื่อแบบออนไลน์” มีประเภทกว้างๆ ตามที่ Google จัดแบ่งให้ดังนี้

- (none) คือ การเข้าเว็บไซต์โดยตรงไม่ผ่านสื่อ (เช่น พิมพ์ผ่านช่อง Address ของบราวเซอร์ หรือเข้าผ่านทาง Favorite ของบราวเซอร์)

- organic คือ การเข้าเว็บไซต์ผ่านทางระบบ Search Engine แบบไม่เสียเงิน เรียกเป็นภาษาทางการว่า Organic Search เช่น ผลลัพธ์การค้นหาฝั่งซ้ายมือของ Google

- ppc คือ การเข้าเว็บไซต์ผ่านทางระบบ Search Engine แบบ Pay-per-Click ซึ่งจะเสียเงินต่อเมื่อมีคนคลิกลิงค์เท่านั้น เช่น Google Adwords หรือ Yahoo! Search Marketing

- referral คือ การเข้าเว็บไซต์โดยลิงค์มาจากเว็บไซต์อื่นๆ

rss คือ การเข้าเว็บไซต์โดยลิงค์ผ่าน feed ในรูปแบบ RSS ที่กำลังได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน


นอกจากนี้เรายังสามารถสร้างรูปแบบสื่อต่างๆ เพิ่มได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสื่อแบบออนไลน์ หรือออฟไลน์ เช่น
เราอาจแบ่ง referral ออกเป็นหลายๆ ประเภท เช่น
- banner
- text-link
หรือแม้กระทั่งกำหนดรูปแบบสื่อแบบออฟไลน์ เช่น
- newspaper
- magazine
- radio
- billboard
ฯลฯ


Sources ก็คือแหล่งที่มาของ Medium ประเภทนั้นๆ นั่นเอง

- Sources ของ organic ก็อาจจะเป็น google, live, yahoo, aol
- Sources ของ referral ก็อาจจะเป็นเว็บไซต์ต่างๆ ที่ลิงค์มายังเว็บไซต์ของเรา เช่น pantip.com

พอเข้าใจ Medium กับ Sources แล้ว เราจะดูรายงานของ Google Analytics ในส่วน Traffic Sources ได้เข้าใจมากขึ้นเกือบครบทุกส่วนดังภาพด้านล่าง


เกี่ยวกับ Campaign 
พอเราเข้าใจ Media กับ Sources แล้ว ถึงเวลาที่จะรู้จักกับ Campaign ซักที จะยกตัวอย่างง่ายๆ สมมุติเว็บไซต์ของคุณตัดสินใจจัดโปรโมชั่นต้อนรับวันสิ้นปี โดยโปรโมตทาง Google Adwords
- Campaign ก็คือ “โปรโมชั่นวันสิ้นปี”
- Medium ก็คือ ppc และ
- Source ก็คือ Google Adwords
นั่นก็คือ แบ่ง Traffic ออกเป็นสาม Level ก็คือ Campaign > Medium > Source นั่นเอง เราจะใช้พื้นฐานความรู้ของ Traffic 3 ระดับตรงนี้อย่างเต็มที่ในเรื่องของ Campaign Analysis 


ที่มา : narin

New vs. Returning Visitors

ในบรรดารายงานต่างๆ ของ Google Analytics รายงาน New vs. Returning Visitors นี่เอง ที่เป็นรายงานที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดกับผู้ใช้งาน Google Analytics อย่างร้ายแรงที่สุด

คุณสามารถเปิดดูรายงาน New vs. Returning Visitor ได้ โดยเลือก Visitors > New vs. Returning จะเห็นรายงานแบบภาพด้านล่าง


เจ้าของเว็บไซต์ทุกคนย่อมอยากรู้ว่า มีผู้เข้าชมใหม่ๆ ที่รู้จักเว็บไซต์ของเขาเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน

สมมุติว่าผมวัดสถิติผู้เข้าชมเฉพาะช่วงเดือน มิถุนายน 2008 เพียง 1 เดือน คำว่า “New Visitors” ควรจะมีความหมายถึง คนที่ไม่เคยเข้าเว็บไซต์มาก่อนหน้ามิถุนายน 2008 ไม่ว่าภายในเดือนมิถุนายน 2008 คนๆ นี้จะเข้าเว็บไซต์กี่ครั้งก็ตาม ยังไงก็ถือว่า คนๆ นี้เป็น New Visitors ในการเข้าชมครั้งแรก

ครั้งถัดๆ ไปจะต้องถือว่าเป็น Returning Visitors เสมอ
หากเคยเข้าเว็บไซต์มาก่อนเดือนมิถุนายน 2008 แล้ว ในการเข้าครั้งแรกภายในเดือนมิถุนายน 2008 ก็จะต้องนับเป็น Returning Visitors

จากภาพด้านล่าง ลองมาดูกันว่า New Visitors ของเดือนมิถุนายน 2008 ควรมีตัวเลขเท่าใด?


การเข้าเว็บไซต์ของ D ในครั้งแรกของเดือนมิถุนายน 2008 ถือเป็น New Visitor เนื่องจากในเดือนพฤษภา D ไม่เคยเข้าเว็บไซต์มาก่อนเลย (รวมถึงเดือนก่อนหน้าพฤษภาด้วย)

การเข้าเว็บไซต์ครั้งที่สองของ D นับเป็น Returning Visitor
A และ C ถือเป็น Returning Visitors

ดังนั้น หากเราคิดในภาพแบบนี้แล้ว ค่า New Visitors ของ Google Analytics จะเป็น 1 Visit (D เข้าเว็บไซต์ครั้งแรกในเดือนมิถุนา) และ Returning Visitors จะเป็น 4 Visits (ก็คือ D ครั้งที่สอง, C หนึ่งครั้ง และ A อีกสองครั้ง)

ทีนี้ยกตัวอย่างรายงานอีกตัวหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ New vs. Returning Visitors และมักจะเป็นรายงานที่ทำให้ผู้ใช้สับสนอันหนึ่ง นั่นก็คือ Visitor Loyalty  ลองดูภาพด้านล่างเป็นตัวอย่าง หลายๆ คนที่ยังไม่เข้าใจอาจจะงงว่า ทำไมในรายงาน Visitor Loyalty ตัวเลขที่บอกจำนวนผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์เพียงครั้งเดียว คือตัวเลขเดียวกันกัน New Visitors 


อยากให้ย้อนกลับไปดูภาพแรก ตัวเลขในวงเล็บคือตัวเลขบอกว่า ผู้เข้าเว็บไซต์เข้ามาเป็นครั้งที่เท่าไหร่ ซึ่งตรงกับตัวเลข “n times” ในรายงาน Visitor Loyalty นั่นเองครับ ดังนั้น

- 1 times จึงเท่ากับ New Visitor ซึ่งก็คือผู้เข้าชมที่เพิ่งเคยเข้าเว็บไซต์เป็นครั้งแรก แต่ไม่ได้หมายความว่า ผู้เข้าชมนั้นๆ เข้ามาเพียงแค่ครั้งเดียว เพราะว่าหลังจาก Visit นั้นๆ เค้าอาจจะกลับเข้ามาอีกก็ได้ในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น Visit ครั้งแรกของ D จัดอยู่ในกลุ่ม 1 times ซึ่งก็คือ New Visitor, ส่วน Visit ครั้งที่สองของ D จัดอยู่ในกลุ่ม 2 times

- ส่วน Visit ครั้งแรกของ A ในเดือนมิถุนายน นับเป็นการเข้าชมครั้งที่ 3 เมื่อนับย้อนกลับไปตั้งแต่ต้น ดังนั้น Visit ครั้งแรกในเดือนมิถุนาของ A ถือเป็น Returning Visitor ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 3 times ส่วนครั้งที่สองในเดือนมิถุนา จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 4 times นั่นเอง

จบเรื่องของ New vs. Returning Visitors กับ Visitor Loyalty เพียงแค่นี้ แต่จุดที่อยากจะย้ำก่อนจบก็คือ ความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงของคนบางคนนั่นเอง

ถ้าหากคุณได้เห็นรายงาน New vs. Returning แล้วเห็นยอด Returning Visitors สูงๆ แล้วล่ะก็ อย่าเพิ่งดีใจ สาเหตุมาจากว่า
หน่วยที่ Google นับ นั้นเป็น Visits ไม่ใช่ Visitors แปลว่า ถ้าคุณมีคนเข้าเว็บไซต์ห้าคน แต่มีคนเพียงคนเดียวที่เข้าเว็บไซต์สิบครั้งในรอบเดือน (ซึ่งในภาคปฏิบัติแล้ว Visitor คนนั้น อาจเป็นตัวคุณเอง) อีกสี่คนที่เหลือ เข้ามาเหยียบเพียงครั้งเดียว แล้วไม่ได้กลับเข้ามาอีกเลย สถิติจะเป็นดังภาพด้านล่าง (Return = 10 Visits = 10/14 = 71%, New = 4 Visits = 4/14 = 29%)


หลายๆ คนเห็นสถิติที่ Google เตรียมให้คล้ายๆ กับภาพที่ยกตัวอย่าง ก็ดีใจไปไกล คิดว่า ผู้เข้าชมหวนกลับมาที่เว็บไซต์เราเยอะเป็นพิเศษ
ความจริงแทบจะตรงกันข้ามกับตัวเลขสถิติเลย มีเพียงแค่ Visitor คนเดียวที่กลับเข้ามาบ่อย แต่คนที่เหลือไม่เคยกลับเข้ามาอีกเลย!!

ที่มา : narin








อัตราการตีกลับ Bounce rate


Bounce Rate (อัตราตีกลับ) กับ % Exits (% การออก) เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะงงกับคำศัพท์สองคำนี้ใน Google Analytics และพอเราคลิกไปที่เครื่องหมาย ? ที่เป็นลิงค์ที่อธิบายความหมายของคำศัพท์ ก็จะงงหนักเข้าไปอีก เพราะ Google Analytics 

- อัตราตีกลับ - เปอร์เซ็นต์ของการเข้าชมหน้าเดียวที่เป็นผลมาจากชุดของหน้าเว็บหลายหน้าหรือหน้าเว็บเดียวนี้

- % การออก - เปอร์เซ็นต์ของการออกจากไซต์ที่เกิดจากชุดของหน้าเว็บหลายหน้าหรือหน้าเว็บเดียวนี้

(สำหรับคนที่คล่องภาษาอังกฤษหน่อย แนะนำว่าใช้งาน Google Analytics ในโหมดภาษาอังกฤษจะเข้าใจอะไรๆ ได้ง่ายกว่า)

Bounce Rate (อัตราตีกลับ) คือ ตัวเลขที่บ่งบอกเปอร์เซ็นของคนที่เข้าเว็บหน้านั้นๆ แล้วออกไปเลยทันที โดยไม่มีการคลิกลิงค์ต่อไปยังหน้าใดๆ ย้ำว่า เป็นการเข้ามายังหน้านี้ “เป็นหน้าแรก” และ “หน้าสุดท้าย” ไม่มีการเข้าหน้าไหนมาก่อนหน้านี้ และไม่มีการไปหน้าไหนต่อจากหน้านี้
% Exits (% การออก) คือ ตัวเลขที่บ่งบอกเปอร์เซ็นของคนที่เข้าเว็บหน้านั้นๆ เป็น “หน้าสุดท้าย” หมายความว่า ตอนเข้าเว็บไซต์อาจจะเที่ยวเล่น อ่านข้อมูลหน้าอื่นๆ มาก่อนหลายสิบหน้า แล้วมาถึงหน้านี้เป็นหน้าสุดท้าย ก่อนจะปิดหน้าต่างบราวเซอร์ไป

ลองดูตัวอย่างจากภาพด้านล่าง



จะเห็นได้ว่าผู้เข้าชม (visitor) ของอัตราตีกลับ (10 คน) นั้นเป็น subset ของผู้เข้าชม (visitor) ของ % การออก (10+20 = 30 คน) จึงไม่น่าแปลกใจที่ตัวเลขผลลัพธ์ของ % การออกนั้นมักจะต่ำกว่าอัตราตีกลับเสมอ (เลขส่วนมากกว่าแต่เศษเท่ากัน)

ทีนี้มาพูดถึงเรื่องประโยชน์ของตัวเลขสองตัวนี้กันบ้าง

อัตราตีกลับ เป็นตัวเลขที่น่าสนใจที่จะบอกให้เจ้าของเว็บไซต์รู้ว่า Landing Page ของเว็บไซต์เรานั้นมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด ผมยกตัวอย่างง่ายๆ สมมุติว่าคุณทำโปรโมชั่นสินค้าของเล่นเด็กลดราคาพิเศษผ่านทางโฆษณาอย่าง Adwords พอมีกลุ่มเป้าหมายได้เห็นโฆษณาของคุณทาง Adwords เกิดความสนใจเลยคลิกลิงค์เข้ามา (หน้าที่ลิงค์จาก Adwords นี่แหละครับ ที่เราเรียกกันว่า Landing Page)

ทีนี้หลังจากเรายิงโปรโมชั่นไปสามวัน พอเข้าระบบ Google Analytics เพื่อไปดูหน้าโปรโมชั่นดังกล่าว ปรากฏว่าอัตราตีกลับสูงถึง 80% เห็นแบบนี้ตีความได้ว่า กลุ่มเป้าหมายที่ลิงค์มาจาก Adwords แทบจะไม่มีใครสนใจในโปรโมชั่นเลย (เหมือนเราเอาเงินเทให้ Google Adwords เล่นๆ)

ทีนี้วิธีแก้ไขก็เป็นเรื่องของการตรวจสอบความเกี่ยวโยงของเนื้อหาระหว่าง Ads กับ Landing Page ว่ามันสอดคล้องกันหรือไม่ ตรงใจกลุ่มเป้าหมายมากน้อยแค่ไหน จับกลุ่มเป้าหมายผิดหรือเปล่า สร้างความคาดหวังจาก Ads ใน Adwords มากเกินไปไหม ฯลฯ

ส่วน % การออก บ่งบอกถึงคุณภาพของการเชื่อมต่อเนื้อหาภายในเว็บไซต์ หาก % การออกเกิดสูงในหน้าเว็บหลักๆ ที่มีการเชื่อมโยงต่อไปยังส่วนอื่นๆ (เช่น หน้าแรก, หน้าแคตตาล็อกสินค้า) เราจะต้องเริ่มมาพิจารณาว่า ทำไม คนจึงออกจากเว็บไซต์ แทนที่จะคลิกไปดูรายละเอียดในหน้าอื่นๆ เราอาจจะต้องมีการทำการทดสอบ (Experiment) โครงสร้างเนื้อหาของหน้านั้นๆ ด้วย Google Website Optimizer กันเพื่อดูพฤติกรรมผู้บริโภคที่แท้จริงต่อไป

ที่มา :  niran


วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

ข้อควรจำในการเขียน Title ให้เว็บเพจ


ข้อควรจำในการเขียน Title ให้เว็บเพจ




·  เว็บเพจแต่ละหน้าไม่ควรมี Title ที่ซ้ำกันเลยแม้แต่หน้าเดียว
·  แทรก Keywords เข้าไปใน Title อย่างน้อย 50% ของคำทั้งหมด
·  อย่าใส่ Keywords เรียงกัน หรือคั่นด้วยลูกน้ำเพียงอย่างเดียว ควรเขียนเป็นประโยคให้อ่านได้ด้วย
·  ถ้าจำเป็นต้องใส่ชื่อบริษัทห้างร้านเข้าไป ควรวางไว้ท้ายสุดของ Title
·  ใช้ Keywords ที่หลากหลายใน Title เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องเป็น Keywords ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของ
    เว็บเพจนั้นๆ
· อย่าใส่ Keywords ซ้ำๆ เพราะจะโดนข้อหา Spam จาก Google อาจโดนลงโทษได้น่ะค่ะ 
    (De-  Index)


ขอบคุณ อ.สมหมาย

วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554

รับทำ SEO โปรโมทเว็บไซต์ ให้ติดหน้าแรกบนเว็บกูเกิ้ล Search Engine

ทำ SEO | รับทำ SEO รู้จักกับ Search Engine Optimization

Search Engine Optimization (SEO) เป็นเทคนิคการทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับใน (เสิร์ชเอนจิน) ซึ่ง Search Engine คือเครื่องมือค้นหาข้อมูลหรือโปรแกรมค้นหาข้อมูล เป็นโปรแกรมที่ช่วยในการสืบค้นหาข้อมูลต่างๆในโลกออนไลน์อินเทอร์เน็ต โดยครอบคลุมทั้งข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เพลง ซอฟต์แวร์ แผนที่ ข้อมูลบุคคล กลุ่มข่าว และอื่น ๆ ซึ่งแตกต่างกันไปแล้วแต่โปรแกรมหรือผู้ให้บริการแต่ละรายออกแบบไว้ให้ค้นหา

     การทำงานของ Search Engine นั้นจะทำงานก็ต่อเมื่อมีคนป้อนคำหรือที่เรียกว่า keyword ลงไปใน Search Engine นั้นๆจากนั้น Search Engine ก็จะแสดงรายการผลลัพธ์ที่มันคิดว่าผู้ใช้น่าจะต้องการขึ้นมา การใช้ Search Engine ที่ดีนั้นคือการค้นหาข้อมูลที่ตรงและถูกต้องตามที่เราต้องการ ตัวอย่าง Search Engine ที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น google.com, sanook.com, yahoo.com, bing.com เป็นต้น

รับทำ SEO (Search Engine Optimization) และ Google Adwords

ให้บริการ รับทำ SEO, Google Adwords และพร้อมให้คำปรึกษา ในการทำ โฆษณาออนไลน์ โปรโมทเว็บไซต์ (Promote Website) ซึ่งจะช่วยให้ เว็บไซต์ของคุณ ติดอันดับต้น ๆ ของผลการค้นหา ในส่วนของการแสดงผลลัพธ์ปกติของ Search Engine ซึ่ง บริการรับทำ SEO และ Google Adwords เป็นการทำโฆษณาออนไลน์ หรือ เรียกที่ว่า Search Engine Marketing (SEM) คือการทำการตลาดผ่านเสริจเอ็นจิ้น ที่จะช่วยทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับการค้นหาที่เร็วขึ้น บริการโปรโมทเว็บไซต์ของเรา แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ SEO และ Google Adwords หรือที่เรียกว่า Pay Per Click (PPC) หรือ Cost Per Click (CPC) ซึ่งทั้งสองบริการของเราจะมีข้อแตกต่างกัน อ่านรายละเอียด บริการทำ SEO และ Google Adwords เพิ่มเติม
ราคาขึ้นอยู่กับความยากง่ายของ Keyword 

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Online Marketing

ดูค่าบริการรับทำ seo คลิกที่นี่


ปัจจุบันอัตราการเติบโตของจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย ได้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ผู้บริโภคส่วนใหญ่ได้ใช้เวลาดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ อ่านหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารต่างๆ น้อยลงเป็นลำดับ เพื่อนำเวลาเหล่านั้นมาออนไลน์มากขึ้น ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ดูเหมือนว่าจะไม่เพียงพอสำหรับนักการตลาดอีกต่อไปในการที่จะสื่อสารกับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ด้วยเหตุที่อินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของผู้คนในยุคปัจจุบัน และสามารถเข้าถึงคนทั่วโลกได้ทุกที่ทุกเวลา ทำให้นักการตลาดเล็งเห็นช่องทางการสื่อสารที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยตรง โดยการทำการตลาดออนไลน์บนโลกอินเทอร์เน็ต (Online Marketing) และวิธีที่มีประสิทธิภาพ ตรงกลุ่มเป้าหมายและได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบันคือ การตลาดผ่าน Search Engine หรือ Search Engine Marketing (SEM)

SEO คืออะไร

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการช่วยให้โปรโมทเว็บไซต์ได้ขี้นลำดับต้นๆของผลการค้นหา โดย Search Engine ที่ดังในขณะนี้คือ Google , Yahoo และ MSN ซึ่งถือเป็นการโปรโมทเว็บไซต์วิธีหนึ่ง

เนื่องจากการโปรโมทเว็บไซต์ใช้เวลาในการทำมาก ถ้าคุณไม่มีเวลาในการโปรโมทเว็บไซต์เอง สามารถใช้บริการรับทำ seoของเราได้ เรามีทีมงานที่เป็นผู้เชื่ยวชาญทางด้านนี้และมีการปรับปรุงพัฒนากลยุทธ์เพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ในโลกของ Search Engine Optimization ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่เรายังคงสามารถทำได้สำเร็จเสมอมา นั่นคือทำไมลูกค้าถึงไว้วางใจใช้บริการ รับทำ seo ของเรา เราพร้อมให้คำแนะนำปรึกษาและบริการโปรโมทเว็บไซต์ รับทำ seo ด้วยราคาที่ไม่แพง ดูราคาคลิก ที่นี่

ทำไมการโปรโมทเว็บไซต์ผ่าน Search Engine หรือ การทำ seo จึงเป็นที่นิยม
  1. 93% ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจะดูเฉพาะผลการค้นหา 2 หน้าแรกเท่านั้น ธุรกิจของคุณจะประสบความสำเร็จได้อย่างไรถ้าเว็บไซต์ของคุณไม่ได้อยู่ใน 2 หน้าแรก
  2. ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่เชื่อว่าบริษัทที่อยู่ในอันดับต้นๆของผลการค้นหาเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในสินค้าหรือบริการนั้นๆ การโปรโมทเว็บไซต์ผ่าน Search Engine จะช่วยให้บริษัทคุณดูน่าเชื่อถือ น่าไว้ใจ
  3. การโปรโมทเว็บไซต์ผ่าน Search Engine หรือ การทำ seo ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าให้ผลการตอบแทนที่คุ้มค่าต่อการลงทุน เนื่องจากวิธีนี้นำแทรฟฟิคมาให้เว็บไซต์ ก่อให้เกิดการขายตามมา ลูกค้าจะได้รับประโยชน์มากกว่าการทำการตลาดทางอื่น

บทความน่าสนใจ

Keyword Selection ( การเลือก keyword ) ให้เหมาะกับการทำ seo

การเลือก keyword ที่ถูกต้องนับเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากขั้นตอนหนึ่งของการทำ seo เพื่อโปรโมทเว็บของคุณ เนื่องจากถ้าเราเลือก keyword ที่ไม่ถูกต้องไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย การทำ seo ก็จะไม่ก่อให้เกิดรายได้ตามมา ทำให้ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนทั้งเวลาและเงินที่เสียไป keyword คือกลุ่มคำที่เมื่อมีคนค้นหาใน search engine แล้วคุณอยากให้เว็บคุณปรากฏในผลการค้นหา สิ่งนึงที่หลายคนมักเข้าใจผิดคือ keyword ที่ดีคือ keyword ที่มีคนค้นหามาก ซึ่งไม่จริงเสมอไป ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทคุณให้บริการด้านการให้คำปรึกษาและทำบัญชี ลองเปรียบเทียบระหว่าง keyword ดังนี้ บัญชี, บริษัทบัญชี จะเห็นได้ว่า "บัญชี" มีคนค้นหามากกว่าคำว่า "บริษัทบัญชี" แต่คนที่ค้นหาคำว่าบัญชี อาจจะต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับการคำนวณภาษี หรือ หาสถานที่เรียนบัญชี หรืออาจจะเป็นบริษัทที่รับทำบัญชีก็ได้ ส่วนคนที่ค้นหาคำว่า "บริษัทบัญชี" คือคนที่ต้องการหาบริษัทที่รับทำบัญชีเท่านั้น ซึ่งจะตรงกับบริษัทของคุณมากกว่า ดังนั้นคนที่เข้าเว็บไซต์คุณด้วย keyword "บริษัทบัญชี" มีโอกาสกลายเป็นลูกค้าของคุณมากกว่าคำว่า "บัญชี" จะเห็นได้ว่าถ้าเราเลือกทำ keyword ที่มีการค้นหามากแต่กว้างเกินไปนอกจากทำให้เราต้องเสียเวลาและเงินเป็นจำนวนมากในการโปรโมทเว็บเนื่องจากการแข่งขันสูงแล้ว ยังไม่ก่อให้เกิดรายได้มากเท่า keyword ที่อาจจะมีการค้นหาไม่มากนักแต่ตรงกับสินค้าและบริการของเรา

เทคนิคในการเลือก keyword มีดังนี้

1. ลองคิดเหมือนคนทั่วๆไปที่ไม่รู้จักสินค้าหรือบริการของเราเลย รู้แต่ว่าเค้าต้องการมัน เนื่องจากคนเหล่านี้จะไม่รู้ศัพท์เฉพาะของสินค้าหรือบริการของคุณเหมือนอย่างที่คุณรู้

2. ลองคิดกลับกัน ลองคิดว่าคนที่รู้จริงในสินค้าและบริการของคุณ ถ้าเค้าต้องการค้นหาสินค้าหรือบริการของคุณ เค้าจะใช้คำอะไรในการค้นหา

3. อย่ามี keyword มากเกินไปนัก เพราะถ้ามีมากเกินไปอาจจะทำให้เราพลาด keyword ที่ถูกต้องไป คุณควรเน้นที่ keyword กลุ่มหนึ่ง ( ประมาณ 3-5 keyword ต่อ 1 เว็บเพจ ) และพยายามทำมันให้ขึ้นอันดับ หลังจากนั้นคุณจะได้ผลตอบแทนการโปรโมทเว็บที่คุ้มค่าการลงทุน

4. keyword ควรประกอบด้วยคำประมาณ 2-5 คำ ไม่ควรเป็นคำเดี่ยว ( Single Keyword ) เพราะการแข่งขันสูงมาก และกว้างเกินไป ควรเฉพาะเจาะจงกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น

5. สำรวจ keyword ของ เว็บไซต์ของคู่แข่ง

ถ้าคุณมี keyword หลายตัวและอยากจะลองดูว่าควรโปรโมทเว็บด้วยตัวไหนดีกว่ากัน คุณอาจจะลองทดสอบดูโดยการใช้ Pay per click ของ search engine ดูก็ได้ เช่น Adwords ของ Google แล้วลองดูว่า keyword ตัวไหนทำให้เกิดการขายมากกว่ากัน ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากกว่า หลังจากนั้นค่อยทำ seo กับ keyword ตัวที่ให้ผลดีกว่า การทำ Pay per click จะได้ผลตอบแทนน้อยกว่า การทำ seo ที่เป็นการโปรโมทเว็บไซต์ของคุณให้ติดอันดับต้นๆของผลการค้นหา ( Natural Result ) คุณจึงไม่ต้องเสียเงินเมื่อมีคนมาคลิก และคนมักจะคลิกที่ natural result มากกว่าด้วย เพราะฉะนั้นจีงแนะนำให้ใช้ Pay per click เพื่อทดสอบ keyword แล้วค่อยทำ seo แต่ถ้าคุณเห็นว่ามันคุ้มกับการลงทุน คุณก็อาจจะใช้ Pay per click ต่อไป
ในขั้นตอนบริการรับทำ seo ของเรา ทางทีมงานจะช่วยให้คำปรึกษาและวิเคราะห์หา keyword ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของท่านมาเสนอเพื่อให้ท่านได้เลือก

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กูเกิลแถลงเรื่องการตั้งชื่อใน Google+ เปลี่ยนเป็นเตือนก่อนแบน

จากกรณี กูเกิลไล่ลบบัญชีที่ตั้งชื่อผิดกฎใน Google+ ทางผู้บริหารของกูเกิลคือ Bradley Horowitz (ซึ่งเป็นคนดูแล Google+) ออกมาแถลงและตอบคำถามแล้ว Horowitz บอกว่ากูเกิลตรวจพบ "ความจงใจ" ที่จะหลบเลี่ยงนโยบายเรื่องการตั้งชื่อผู้ใช้ของ Google+ แต่เขาก็ยอมรับว่าวิธีดำเนินการของกูเกิลสร้างปัญหาให้ผู้ใช้



ทางกูเกิลจึงปรับปรุงวิธีการดังนี้

 กูเกิลจะเตือนผู้ใช้ที่ทำผิดกฎ และให้โอกาสเปลี่ยนชื่อก่อนหนึ่งครั้ง (ยกเว้นกรณีที่กูเกิลมองว่าเป็นสแปมหรือการใช้งานในทางที่ผิด จะแบนทันที)
 กูเกิลยังยืนยันกฎเกณฑ์การตั้งชื่อตามเอกสาร Your name and Google Profiles เป็นแหล่งอ้างอิงหลัก
 กูเกิลจะปรับปรุงขั้นตอนการลงทะเบียนใช้งาน Google+ เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องตั้งชื่อตั้งแต่แรก
 กูเกิลแนะนำว่า สำหรับคนที่มีชื่อเล่นหรือชื่ออื่นที่เรียกกันในหมู่เพื่อน สามารถใช้ช่อง Other Names ช่วยได้
 การยืนยันตัวตนของผู้ใช้ ยังสามารถใช้ช่อง "Employment" "Occupation" "Education" เพื่อบอกเพื่อนได้ว่าเราเป็นใครกันแน่
Horowitz ยังตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับ Google+ อีก 2 ข้อ

กูเกิลไม่แคร์ผู้ใช้จริงหรือ?

Horowitz บอกว่ากูเกิลอยากมีวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่าในปัจจุบัน ซึ่งไม่ใช่ทำได้ทันทีอย่างที่ผู้ใช้อยากได้ โดยกูเกิลจะหาวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมในแต่ละประเด็น และขอให้รอกันสักหน่อย เขาบอกว่าอย่าเพิ่งมองว่า Google+ อย่างที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้คือผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่สมบูรณ์แล้ว มันเพิ่งเป็น "การทดสอบในวงกว้าง" (field trial) ที่อายุน้อยกว่า 4 สัปดาห์เท่านั้น
การตั้งชื่อผิดกฎใน Google+ จะทำให้บัญชี Google Account โดนแบนจริงหรือ?
Horowitz บอกว่าการตั้งชื่อผิดกฎของ Google+ จะไม่ทำให้ Google Account สำหรับผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดนแบนไปด้วย ซึ่งข่าวก่อนหน้านี้เป็นความเข้าใจผิด และขอให้ผู้อ่านช่วยเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องในวงกว้าง

ที่มา - +Bradley Horowitz


กฎเกณฑ์เรื่องการตั้งชื่อใน Google+ มาแปะไว้ให้ ต้นฉบับจาก Google+ Help

1.ใช้ภาษาเดียวกันทั้งชื่อและนามสกุล เลือกเพียงชื่อเดียว ใส่ชื่ออื่นในช่อง Other Names และไม่ใส่คำนำหน้าชื่อ (เช่น Dr. หรือ Prof.)
2.อย่าใส่อักขระพิเศษในชื่อและนามสกุล เพราะกูเกิลมีระบบตรวจเช็คอักขระแปลกๆ ที่ไม่มีใครใช้โลกจริง
3.ชื่อบัญชีของ Google+ ต้องแทนตัวบุคคลเพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่สามารถสร้างบัญชีของคู่สามี-ภรรยา หรือกลุ่มบุคคล สัตว์เลี้ยง องค์กรได้ (คนที่ตั้งชื่อแบบนี้ไปแล้ว กูเกิลอาจอนุโลมให้ใช้ต่อได้ในบางกรณี)
4.อย่าปลอมตัวเป็นบุคคลอื่น ถ้าตรวจพบจะถูกลบบัญชี และกูเกิลขอให้ผู้ที่พบเห็นบัญชีปลอม รายงานไปยังกูเกิลผ่านปุ่ม Report
ในกรณีที่ตั้งชื่อจริงๆ แล้วยังไม่ผ่านเกณฑ์ของกูเกิล จะสามารถขอให้กูเกิลรีวิวชื่อได้ โดยกูเกิลขอเวลา 1 วันทำการ และมีระบบอุทธรณ์ถ้าผ่าน 1 วันแล้วยังไม่ผ่านการรีวิว

ที่มา : HI-TECH SANOOK.COM

ส่งความคิดเห็น

อภิรดี อุดมศักดิ์

SEOPROMOTE-WEB

Email : seopromoteweb@gmail.com



รับโปรโมทเว็บไซต์และดูแลเว็บไซต์

รับทำเว็บบล็อคและดูแลอัพเดตข้อมูล

พร้อมทำการตลาด Social Network



โทร 085-948-2298

โทร 087-110-3192

http://seopromote-web.blogspot.com/



Facebook : SEOPromote-Web

http://www.facebook.com/profile.php?id=100001896132775