รับโปรโมทเว็บ, รับทำseo, รับโพสต์เว็บบอร์ด, ติดหน้าแรกgoogle, รับทำเว็บบล็อก

SEOPromote-Web Top 10

รับโปรโมทเว็บ, รับทำseo, รับโพสต์เว็บบอร์ด, ติดหน้าแรกgoogle, รับทำเว็บบล็อก
บริการรับทำ SEO (Search Engine Opitmize)
และ รับทำ SEM (Search Engine Marketing)
เป็นการทำ Online-Marketing หรือ เรียกว่า การทำการตลาดผ่าน Search Engine ที่จะช่วยทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับการค้นหาในอันดับต้นๆ การโปรโมทเว็บไซต์ หรือที่รู้จักก้นในชื่อ SEO (Search Engine Opitmize) หรือ ปัจจุบันเริ่มใช้คำว่า SEM (Search Engine Marketing) มากขึ้น

ปัจจุบันการสื่อสารการตลาด ด้วยการทำ SEO หรือ รับทำ SEM ได้ รับการพัฒนาให้เป็นกลยุทธ์อันทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเน้นเป้าหมาย และวิธีสื่อสารที่มีความเข้มข้น และสอดประสานกันอย่างมีพลัง การผสมสานเครื่องมือสื่อสารมาใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้การสื่อสารทาง internet หรือ Online Marketing – SEO หรือที่เริ่มพัฒนามาเป็น Search Engine Marketing (SEM) ใช้ร่วมกับการโฆษณาผ่านสื่อ (Mass-media Advertising), การขายโดยพนักงาน (Personal Selling), การส่งเสริมการขาย (Sales Promotion), การประชาสัมพันธ์ (Public Relations), การตลาดทางตรง (Direct Marketing), และบรรจุภัณฑ์ (Packaging) เพื่อเผยแพร่ข่าวสารที่มีความชัดเจน (Clear) คงที่ (Consistent) และจับใจ (Compelling) เกี่ยวกับองค์การ และผลิตภัณฑ์ ด้วยการ ทำ SEO ให้มีโอกาส ติดหน้าแรก google


ตรงกลุ่มเป้าหมายด้วยการโพสผ่านเว็บคุณภาพ ที่มีคนเข้าชมมากที่สุด โฆษณาของคุณจะถูกพบเห็นมากที่สุด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Google Adwords แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Google Adwords แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

Average Time on Site


ใน Google Analytics ตัวเลข Time on Page ก็คือเวลาที่ visitor ใช้ในเว็บเพจหน้านั้นๆ

Total Time on Site ก็คือเวลารวมทั้งหมดที่ visitor ใช้ดูเว็บไซต์ทุกๆ หน้า

ส่วน Average Time on Site ก็คือ เวลารวมทั้งหมดที่ visitor ใช้ดูเว็บไซต์ทุกๆ หน้า หารด้วยจำนวน visitor (Total Time on Site / visitor)
เคยสงสัยกันมั้ยครับว่า Google Analytics วัดค่า Time on Page ได้ด้วยวิธีไหน และ Google จะรู้ได้อย่างไรว่า visitor อ่านเว็บไซต์หน้านั้นๆ เป็นเวลากี่นาที กี่วินาที

จริงๆ แล้วรูปแบบการคำนวณ Time on Page เป็นแบบนี้

เมื่อ visitor เข้ามาสู่เว็บไซต์สมมุติว่าเป็น page1.html ตัว Tracking Code ของ Google Analytics จะเริ่มจับเวลา time(1) ทันที
เมื่อ visitor คลิกลิงค์ไปที่หน้าอื่นๆ ภายในไซต์ สมมุติว่าเป็น page2.html ตัว Tracking Code ก็จะทำการจับเวลา time(2)
และ Time on Page ของ page1.html ก็จะเท่ากับ time(2) - time(1)
ส่วน Time on Page ของ page2.html ก็จะเป็น time(3) - time(2)
และ Time on Page ของหน้าที่ n ก็จะเป็น time(n+1) - time(n) แบบนี้ไปเรื่อยๆ

ปัญหาของการจับเวลาในรูปแบบนี้มีมากมาย

ข้อแรก หน้าที่เป็น Bounce page จะไม่สามารถบันทึก Time on Site ได้ เพราะเราไม่มี time(2) เนื่องจาก visitor ออกจากเว็บไซต์ทันที โดยไม่ได้ลิงค์ไปที่หน้าอื่น ในกรณีนี้ Time on Page จะมีค่าเป็น 00:00:00

ดังนั้นเราไม่ต้องแปลกใจที่เราเห็น Bounce page ในเว็บไซต์มี Average Time on Site เป็น 00:00:00 ทั้งหมด



ข้อสอง หน้าที่เป็น Exit page ก็จะไม่สามารถบันทึก Time on Site ได้ด้วยเหตุผลเดียวกับข้อแรก ดังนั้น Time on Page จะมีค่า 00:00:00 เช่นกัน



จากภาพด้านบน จะเห็นได้ว่า Total Time on Site ของ visitor คนนี้จะมีค่าเป็น 6 นาที เพราะเราไม่ทราบจริงๆ ว่าหน้าสุดท้ายมี Time on Page เท่าไหร่?

ข้อสาม ปัญหาต่อเนื่องจากสองข้อแรก มีผลทำให้การคำนวณ Average Time on Site ผิดไปอย่างมากมาย สมมุติง่ายๆ ว่า…
ถ้าเรามี visitor 100 คน ที่เข้ามาเว็บไซต์เพียงหน้าเดียว (Bouncing) ใช้เวลาเฉลี่ยคนละ 2 นาที และมี visitor อีก 500 คน ที่เข้ามาเว็บไซต์ 4 หน้า ใช้เวลาเฉลี่ยคนละ 6 นาที

ถ้าเราทำการคำนวณ Average Time on Site ที่ถูกต้องจริงๆ จะคำนวณได้ดังนี้

((100 x 2) + (500 x 4)) / 600 = 2,200 / 600 = 00:03:40

แต่ในการคำนวณของ Google Analytics จะได้ดังนี้

((100 x 0) + (500 x (4-n)) / 600 (โดยที่ n คือเวลาเฉลี่ยในของหน้า Exit page สมมุติว่าเป็น 30 วินาที)

((100 x 0) + (500 x (4-0.5)) / 600 = (0 + 1,750) / 600 = 00:02:55

ผิดไปจากความจริงเกือบๆ 1 นาที!! ยิ่งถ้า Bounce page และ Exit page มีมาก จะยิ่งทำให้ Average Time on Site เพี้ยนมากขึ้นไปกว่านี้อีก
พูดง่ายๆ ว่า ค่าความผิดพลาดของ Total Time on Site จะเกิดขึ้น เนื่องจากหน้า Bounce page และ Exit page ทั้งหมด จะไม่มีการบันทึกเวลาลงไปใน Google Analytics

สรุปสั้นๆ ก็คือ ตัวเลข Average Time on Site เป็นตัวเลขใน Google Analytics ตัวเดียว ที่เราควรจะมองผ่าน ไม่ต้องไปสนใจ

ที่มา : narin 

Goal และ Funnel


Goal Settings ของ Google Analytics
ในการออกแบบเว็บไซต์ จุดที่สำคัญที่สุด ที่เจ้าของเว็บไซต์จะต้องเข้าใจให้ชัดเจนก็คือ
กลุ่มเป้าหมาย (target) และ เป้าหมาย (goal)
ถ้าคุณไม่รู้จักกลุ่มเป้าหมายของคุณ และไม่รู้ว่าคุณต้องการอะไรจากพวกเค้า เว็บไซต์ของคุณจะไม่มีทางประสบความสำเร็จ
แนวคิดในการเอาความต้องการของลูกค้ามาตั้งเป็นโจทย์ เรียกว่า Goal Oriented Web Planning ซึ่งเป็นวิถีทางที่น่าจะเหมาะสมมากกว่าในการวางแผนออกแบบเว็บไซต์
บริษัทเว็บเมืองไทย ชอบที่จะวางแผน โดยการเอา Sitemap ออกมากาง และออกแบบเว็บไซต์ตาม Sitemap นั้นๆ (Sitemap ส่วนใหญ่ก็มักจะเกิดจากความต้องการของเจ้าของเว็บไซต์ ว่าอยากมีอะไรในเว็บบ้าง เราเรียกวิธีการแบบนี้ว่า Content Oriented Web Planning ซึ่งมีข้อเสียหลายอย่าง ซึ่งค่อนข้างนอกเรื่องในโพสนี้แล้ว โอกาสหน้าจะมาเล่าสู่กันฟังใน MAXincube on Marketing 2.0)

จุดสำคัญที่เราต้องตีโจทย์ให้ได้ก็คือ เราต้องการสร้างเว็บไซต์เพื่อ visitor แบบไหน? และต้องการให้ visitor เข้ามาทำอะไร?

ถ้าหากเว็บไซต์ของคุณตอบคำถามสองข้อนี้ได้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องนั่งนึกล่ะก็ คุณมาถูกทางครึ่งหนึ่งแล้ว

Goal Settings ของ Google Analytics คือ การประเมินผลเว็บไซต์ ว่าบรรลุเป้าหมาย (Goal) ที่ตั้งไว้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด มองอีกแง่หนึ่ง เป็นการพยายามแปลงข้อมูลเชิงปริมาณ (PV) ไปเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ (Goal)

ถ้าเปรียบเทียบเว็บไซต์ เหมือนกับรถไฟฟ้า
- Goal ก็คือสถานีปลายทาง (e.g. หมอชิต)
- Funnel คือเส้นทาง (e.g. ทองหล่อ ไป หมอชิต)
- Step ก็คือสถานีระหว่างทาง (ทองหล่อ > พร้อมพงษ์ > อโศก > นานา > … > สะพานควาย > หมอชิต)
- การเดินทางจากสถานีหนึ่งไปยังอีกสถานีหนึ่ง เรียกว่า Conversion (ทองหล่อ Converse ไปยัง พร้อมพงษ์)

เคสตัวอย่างที่ง่ายที่สุด ในเรื่อง Goal Settings ก็คือตัวอย่างเว็บไซต์ขายสินค้า Goal ของเว็บไซต์ ก็คือ “ขายของให้ได้” ดังนั้น Funnel ของ Goal Settings ก็จะเป็นดังนี้

Step 1 - ลูกค้าเข้าร้าน
Step 2 - ลูกค้าเลือกซื้อสินค้า (add to cart)
Step 3 - ลูกค้า check out
Step 4 - ลูกค้ากรอกรายละเอียดการชำระเงิน
Step 5 - ลูกค้ายืนยันการสั่งซื้อ

ในระหว่างทางจากจุดเริ่มต้นไปถึง Goal สัดส่วนของ Conversion จะลดลงเรื่อยๆ

Step 1 > Step 2: ลูกค้าเข้าร้าน 100 คน Converse ไปเป็นลูกค้าเลือกซื้อสินค้า 80 คน (80%)
Step 2 > Step 3: ลูกค้าเลือกซื้อสินค้า 80 คน Converse ไปเป็นลูกค้า check out 32 คน (40%)
Step 3 > Step 4: ลูกค้า check out 32 คน กรอกรายละเอียดการชำระเงินเรียบร้อย ไม่ล้มเลิกกลางคัน 20 คน (62.5%)
Step 4 > Step 5: สุดท้าย กลุ่มคน 20 คนที่เหลือ ยืนยันการสั่งซื้อ 15 คน (75%)

ถ้าเราสังเกต Conversion ในแต่ละ Step ของ Goal Settings เราจะสามารถวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของเว็บไซต์ได้ทันที ยกตัวอย่างข้างบน Conversion Rate ที่มีปัญหา น่าจะเป็น Step 2 > Step 3 คือลูกค้าที่ add to cart แล้ว แต่ไม่ยอม checkout
ประมาณ 40% ของ visitor จาก Step 2 (add to cart) ที่ Converse ไปสู่ Step 3 (check out) นักวิเคราะห์จะเริ่มมาสังเกตหาสาเหตุที่คนที่เหลืออีก 60% ที่ทำการ add to cart แล้วแต่ไม่ยอม check out
ขั้นตอนการ check out มันยากไปหรือเปล่า (ปัญหาอยู่ที่เว็บไซต์ 
ดังนั้นเราน่าจะต้องทำ usability study เพื่อปรับปรุงวิธีการสั่งซื้อให้ง่ายที่สุด) สินค้าแพงเกินไปหรือเปล่า (ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เว็บไซต์แล้ว ทีมการตลาดต้องลงมาศึกษาต่อ)
แต่ถ้าอยากรู้ว่า สินค้าเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ เราต้องไปมองที่ Conversion ของ Step 1 > Step 2 (เพราะถ้าสินค้าไม่ถูกใจ ลูกค้าคงไม่เลือกที่จะ add to cart)
น่าจะพอจะได้ไอเดียคร่าวๆจากตัวอย่างดังกล่าว 

จะยกตัวอย่างที่น่าสนใจอีกซักหนึ่งตัวอย่าง เราทำเว็บไซต์สำหรับตอบแบบสอบถามให้กับลูกค้ารายหนึ่ง ด้วยความต้องการอยากรู้ว่า แบบสอบถามที่เตรียมไว้นั้นมันดึงดูดใจให้คนเข้ามา participate หรือไม่อย่างไร จึงวางแผน Goal Settings ขึ้นมาหนึ่งอัน (คลิกที่รูปด้านบน)

Step 1 - visitor เข้าสู่เว็บไซต์ (ตั้งชื่อ step ว่า Enter Website)
Step 2 - visitor คลิกที่ปุ่มแบบสอบถาม (ผมตั้งชื่อ step ว่า Enter Survey)
Step 3 - visitor ทำการกรอกแบบสอบถาม (ตั้งชื่อ step ว่า Fill in Address)
Step 4 - visitor ส่งแบบสอบถาม (ตั้งชื่อ step ว่า Finish Questionnaire)
จุดที่น่าสนใจมีอยู่สองจุดด้วยกัน

เราอยากรู้ว่าปุ่มแบบสอบถามบนหน้าเว็บไซต์นั้นเด่นพอที่จะทำให้ visitor สนใจหรือเปล่า ดังนั้น เราจึงพุ่งเป้าไปที่ Conversion จาก Step 1 > Step 2 (คนเข้าเว็บทั้งหมด ทำการคลิกที่ปุ่มแบบสอบถามกี่ %) จากภาพ ที่ลูกศร (1) จะเห็นได้ว่า คนเข้าเว็บไซต์ ทำการกรอกแบบสอบถามทั้งหมด 43% ถือเป็นเลขที่สูงมากๆ

ถ้าเราอยากรู้ว่าแบบสอบถามยาวเกินไปจน visitor ไม่อยากกรอกหรือไม่ เราก็ดูไปที่ Conversion จาก Step 3 > Step 4 (พวกที่ไม่ Converse ก็คือพวกที่กรอกไม่เสร็จ คือ เริ่มทำการกรอก แต่สุดท้ายไม่ส่งแบบสอบถาม) จากภาพ ที่ลูกศร (2) คนที่กรอกแบบสอบถาม ทำการส่งแบบสอบถามถึง 100%!! อันนี้ก็สุดยอดอีกเหมือนกัน

ดังนั้น วิธีการที่เราจะสร้าง Goal Settings ที่ดีได้นั้น เราจะเป็นจะต้องตีความ Goal ของเรามาเป็น Funnel ให้ได้เสียก่อน
โดยปกติ Step แต่ละ Step ก็คือ เว็บเพจแต่ละหน้านั่นเอง แต่ในการปรับแต่ง Google Analytics ระดับสูงนั้น เราสามารถนำ Event ของ visitor มาใช้เป็น Step ได้ด้วย
ถ้าไปเที่ยวปารีสแล้วไม่ได้ไปหอไอเฟล ก็เหมือนคุณไปไม่ถึงปารีส
เช่นเดียวกัน หากใช้ Google Analytics แต่ไม่เคยแตะ Goal Settings ก็เหมือนคุณยังไม่ได้ใช้ Google Analytics นั่นเอง

ที่มา : narin

โครงสร้างระบบบัญชี GOOGLE ANALYTICS

ระบบบัญชีของ Google Analytics แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังภาพด้านล่าง


พูดแบบสั้นๆ เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ก่อนที่เราจะใช้งาน Google Analytics เราจำเป็นจะต้องมีบัญชี Google Account เสียก่อน 

Google Account ก็คือบัญชีที่เราเปิดเพื่อใช้งานบริการของ Google ทั้งหลายนั่นเอง พูดง่ายๆ ก็คือ หากเคย Sign in เข้าใช้งานระบบใดๆ ของ Google มาก่อน แปลว่า เราเคยมี Google Account แล้ว (ไม่ว่าจะเป็น Gmail, Adword, Bookmark หรือบริการอื่นๆ อีกล้านแปดของ Google) ถ้ายังไม่มี Google Account ก็เปิดได้เลย ที่หน้า Google Analytics  หาปุ่ม “Sign Up” แล้วก็จัดการเปิดบัญชีให้เรียบร้อย

ใน 1 Google Account เราสามารถมีบัญชี Google Analytics Account ได้หลายบัญชี (ดูตามภาพบน) ถ้าเจ้าของบัญชีต้องการเปิดบัญชี Google Analytics Account เพิ่ม โดยไม่เปิด Google Account ใหม่ ก็สามารถทำได้ (ดูภาพด้านล่าง)


ยกตัวอย่างง่ายๆ ในกรณีที่เราเป็นเอเยนซี่ในการทำ Web Analytics ให้ลูกค้า ทางเราจะเปิด Google Account ส่วนกลางเพื่อเพื่อใช้งานการตลาด โดย Google Account ของเรามีชื่อว่า .........@gmail.com 

ใน .....@gmail.com นี้ มี Google Analytics Account กี่บัญชีก็ได้ (จริงๆ แล้วไม่แน่ใจว่าเปิด Google Analytics Account ได้สูงสุดกี่บัญชี ถ้าลูกค้าเยอะจนกระทั่ง Google Account เปิดบัญชีต่อไม่ได้ Google Analytics Account แต่ละ Account ก็คือบัญชีของลูกค้าแต่ละรายของ seopromote-web นั่นเอง

ต่อมา ใน Google Analytics Account เราสามารถสร้าง Website Profile ได้อีกหลายๆ Profile (ดังภาพด้านล่าง)


ทีนี้หลายๆ คนอาจจะเริ่มงงในการ organize บัญชี Google Analytics กันแล้ว ว่า หากเรามีเว็บไซต์ที่ต้องดูแลมากกว่า 1 เว็บไซต์ เราจะจัดระเบียบกันอย่างไร

แนวคิดง่ายๆ ก็คือ
เว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้องกัน ให้จัดอยู่ใน Google Analytics Account เดียวกัน แยกคนละ Website Profile
เว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ก็แยก Google Analytics Account กันไปเลย

แชร์ข้อมูลให้ USER คนอื่น

นอกจากนี้ที่เมนู User Manager เรายังสามารถแชร์ข้อมูล Google Analytics Account ให้กับ user คนอื่นๆ ดูข้อมูลได้ด้วย โดยสามารถเลือกได้ว่า จะให้สิทธิ user คนนั้นๆ เข้าถึงข้อมูลได้กี่ profile และมีสิทธิในการดูข้อมูลอย่างเดียว (View reports only) หรือว่าสามารถปรับแต่งบัญชีได้ด้วย (Account Administrator)


WEBSITE PROFILE
เราสามารถเก็บสถิติของเว็บไซต์คนละโดเมน เข้าไว้ใน Website Profile เดียวกันได้ ดูภาพบนสุดหัวข้อ (1) (ดูวิธีการที่นี่ Track multiple domains in one profile)
เราสามารถเก็บสถิติของเว็บไซต์คนละซับโดเมน เข้าไว้ใน Website Profile เดียวกันได้ ดูภาพบนสุดหัวข้อ (1) (ดูวิธีการที่นี่ Track multiple subdomains in one profile)
เราสามารถเก็บสถิติของเว็บไซต์โดเมนเดียวกัน แยกเป็นหลายๆ Website Profile ได้ ดูภาพบนสุดหัวข้อ (2) (Track single domain in seperate profiles) อันนี้มีประโยชน์ในกรณีเว็บไซต์ใหญ่มากๆ และต้องการวิเคราะห์สถิติโดยแยกแต่ละส่วนออกจากกัน เช่น Product Section Profile, News Section Profile, Support Section Profile
เราสามารถเก็บสถิติของเว็บไซต์คนละซับโดเมน แยกเป็นคนละ Website Profile ก็ยังได้ (Track multiple subdomains in seperate profiles) วิธีนี้ก็เหมือนการสร้าง Website Profile ใหม่อีกอัน เอาไว้ Track ซับโดเมนโดยเฉพาะ

ที่มา : narin







Sources และ Media


เรื่องของ Sources และ Media (ใน Google Analytics ใช้คำว่า Medium ที่เป็นเอกพจน์ของ Media) จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจได้ด้วยตัวเองไม่ยากนัก แต่สาเหตุที่ผมเลือกนำ Sources กับ Media มาอยู่ใน 1 ใน 7 ปัญหาคาใจ ก็เพราะว่า พื้นฐานของ Sources กับ Mediums จะถูกนำไปใช้ในการ Tracking ที่ซับซ้อนมากขึ้นอย่าง Campaign Analysis 


เริ่มมาทำความรู้จักกับ Medium/Media 

ในภาษาคนทั่วไป Media ก็คือ สื่อ สื่อในที่นี้เป็น “สื่อแบบออนไลน์” มีประเภทกว้างๆ ตามที่ Google จัดแบ่งให้ดังนี้

- (none) คือ การเข้าเว็บไซต์โดยตรงไม่ผ่านสื่อ (เช่น พิมพ์ผ่านช่อง Address ของบราวเซอร์ หรือเข้าผ่านทาง Favorite ของบราวเซอร์)

- organic คือ การเข้าเว็บไซต์ผ่านทางระบบ Search Engine แบบไม่เสียเงิน เรียกเป็นภาษาทางการว่า Organic Search เช่น ผลลัพธ์การค้นหาฝั่งซ้ายมือของ Google

- ppc คือ การเข้าเว็บไซต์ผ่านทางระบบ Search Engine แบบ Pay-per-Click ซึ่งจะเสียเงินต่อเมื่อมีคนคลิกลิงค์เท่านั้น เช่น Google Adwords หรือ Yahoo! Search Marketing

- referral คือ การเข้าเว็บไซต์โดยลิงค์มาจากเว็บไซต์อื่นๆ

rss คือ การเข้าเว็บไซต์โดยลิงค์ผ่าน feed ในรูปแบบ RSS ที่กำลังได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน


นอกจากนี้เรายังสามารถสร้างรูปแบบสื่อต่างๆ เพิ่มได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสื่อแบบออนไลน์ หรือออฟไลน์ เช่น
เราอาจแบ่ง referral ออกเป็นหลายๆ ประเภท เช่น
- banner
- text-link
หรือแม้กระทั่งกำหนดรูปแบบสื่อแบบออฟไลน์ เช่น
- newspaper
- magazine
- radio
- billboard
ฯลฯ


Sources ก็คือแหล่งที่มาของ Medium ประเภทนั้นๆ นั่นเอง

- Sources ของ organic ก็อาจจะเป็น google, live, yahoo, aol
- Sources ของ referral ก็อาจจะเป็นเว็บไซต์ต่างๆ ที่ลิงค์มายังเว็บไซต์ของเรา เช่น pantip.com

พอเข้าใจ Medium กับ Sources แล้ว เราจะดูรายงานของ Google Analytics ในส่วน Traffic Sources ได้เข้าใจมากขึ้นเกือบครบทุกส่วนดังภาพด้านล่าง


เกี่ยวกับ Campaign 
พอเราเข้าใจ Media กับ Sources แล้ว ถึงเวลาที่จะรู้จักกับ Campaign ซักที จะยกตัวอย่างง่ายๆ สมมุติเว็บไซต์ของคุณตัดสินใจจัดโปรโมชั่นต้อนรับวันสิ้นปี โดยโปรโมตทาง Google Adwords
- Campaign ก็คือ “โปรโมชั่นวันสิ้นปี”
- Medium ก็คือ ppc และ
- Source ก็คือ Google Adwords
นั่นก็คือ แบ่ง Traffic ออกเป็นสาม Level ก็คือ Campaign > Medium > Source นั่นเอง เราจะใช้พื้นฐานความรู้ของ Traffic 3 ระดับตรงนี้อย่างเต็มที่ในเรื่องของ Campaign Analysis 


ที่มา : narin

ผู้เข้าชมรายใหม่ Visitor Recency

คนที่ใช้ Google Analytics ไม่ค่อยได้สนใจ และไม่ค่อยเข้าใจตัวเลขนี้กัน มันก็คือ “Visitor Recency” หรือภาษาไทย ที่ Google ตั้งชื่อว่า “ความใหม่ของผู้เข้าชม”

ในตอนนี้ขอตยกตัวอย่างหน้าจอในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ เพราะภาษาไทยของ Google Analytics ในหัวข้อนี้นี่เข้าใจยากเกินไป

เราสามารถเข้าไปดู Visitor Recency ได้จากเมนูหลักด้านซ้ายมือ Visitors > Visitor Loyalty > Recency (หรือในภาษาไทย: ผู้เข้าชม > ความภักดี > ความใหม่)


เอาคำอธิบายเบื้องต้นก่อน  Visitor Recency เป็นตัวบอกว่า โดยเฉลี่ยแล้ว “ผู้เข้าชม เข้าเว็บไซต์คุณด้วยความถี่แค่ไหน?”

ก่อนหน้านี้ เพิ่งเข้าล่าสุดสดๆ ร้อนๆ ภายในวันเดียวกันนี้เอง จะเป็น 0 days ago (เช่น เมื่อเช้าเข้าตอน 10.00AM หลังจากนั้นเข้าอีกทีตอน 4.00PM)

ก่อนหน้านี้ เพิ่งเข้าเมื่อวาน จะเป็น 1 days ago 
ก่อนหน้านี้ เพิ่งเข้าเมื่อสองวันก่อน จะเป็น 2 days ago
ก่อนหน้านี้ เพิ่งเข้าเมื่อสามวันก่อน จะเป็น 3 days ago
ไปเรื่อยๆ จนถึงเข้าเมื่อปีก่อนหรือมากกว่านั้น จะเป็น 365+ days ago

แต่สิ่งที่ทำให้รายงานที่เห็นเป็นรายงานที่ค่อนข้างขัดใจพอสมควร ก็คือ เขาไม่ได้แยกผู้เข้าเยี่ยมชมคนเก่าและใหม่ออกจากกัน แปลว่า
ผู้เข้าชมกลุ่มใหม่ที่เพิ่งเคยเข้ามาครั้งแรกเพียงครั้งเดียว จะถูกจัดอยู่ในความถี่แบบ 0 days ago รวมกับพวกที่ก่อนหน้านี้ เพิ่งเข้าวันนี้ (ดูที่ 1)


ดังนั้น หากต้องการที่จะแบ่งแยกประเภทของ คนที่เป็นแฟนพันธ์แท้ เข้าชมวันละหลายๆ รอบ ออกจากพวกที่เป็นแขกมาใหม่ ที่เพิ่งเคยเข้ามาครั้งแรกแค่ครั้งเดียว เราต้องหาข้อมูลให้ได้ว่าแขกมาใหม่ ที่เพิ่งเคยเข้ามาครั้งแรกแค่ครั้งเดียว มีปริมาณเท่าไหร่ (กี่ Visits)

ซึ่งรายงานดังกล่าว อยู่ที่ Visitors > Visitor Loyalty > Loyalty (หรือในภาษาไทย: ผู้เข้าชม > ความภักดี > ความภักดี) (ดูที่ 2)


หลังจากนั้นเราเอาตัวเลข Visits ของผู้ที่เข้าชมเพียงครั้งเดียวในรายงาน Loyalty (1 times, ผิดแกรมม่าอีกแล้ว) มาลบออกจาก ตัวเลข Visits ของ 0 days ago ในรายงาน Recency ออก ก็จะได้จำนวนขาประจำ ที่เข้าวันละหลายๆ รอบ

จากตัวอย่างด้านบน จะสรุปได้ว่า
แฟนพันธ์แท้ ที่เข้าชมเว็บไซต์วันละหลายๆ รอบมีจำนวน 59,190 - 20,090 = 39,100 Visits

พวกมาใหม่ มีจำนวน 20,090 Visits
ที่อยากย้ำก่อนจบตอนที่ 2 ก็คือ ตัวเลขทั้งหมดที่เห็น คือ Visits (การเยี่ยมชม) ไม่ใช่ Absolute Unique Visitors (ผู้เข้าชมสัมบูรณ์ที่ไม่ซ้ำ)

ที่มา : niran




อัตราการตีกลับ Bounce rate


Bounce Rate (อัตราตีกลับ) กับ % Exits (% การออก) เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะงงกับคำศัพท์สองคำนี้ใน Google Analytics และพอเราคลิกไปที่เครื่องหมาย ? ที่เป็นลิงค์ที่อธิบายความหมายของคำศัพท์ ก็จะงงหนักเข้าไปอีก เพราะ Google Analytics 

- อัตราตีกลับ - เปอร์เซ็นต์ของการเข้าชมหน้าเดียวที่เป็นผลมาจากชุดของหน้าเว็บหลายหน้าหรือหน้าเว็บเดียวนี้

- % การออก - เปอร์เซ็นต์ของการออกจากไซต์ที่เกิดจากชุดของหน้าเว็บหลายหน้าหรือหน้าเว็บเดียวนี้

(สำหรับคนที่คล่องภาษาอังกฤษหน่อย แนะนำว่าใช้งาน Google Analytics ในโหมดภาษาอังกฤษจะเข้าใจอะไรๆ ได้ง่ายกว่า)

Bounce Rate (อัตราตีกลับ) คือ ตัวเลขที่บ่งบอกเปอร์เซ็นของคนที่เข้าเว็บหน้านั้นๆ แล้วออกไปเลยทันที โดยไม่มีการคลิกลิงค์ต่อไปยังหน้าใดๆ ย้ำว่า เป็นการเข้ามายังหน้านี้ “เป็นหน้าแรก” และ “หน้าสุดท้าย” ไม่มีการเข้าหน้าไหนมาก่อนหน้านี้ และไม่มีการไปหน้าไหนต่อจากหน้านี้
% Exits (% การออก) คือ ตัวเลขที่บ่งบอกเปอร์เซ็นของคนที่เข้าเว็บหน้านั้นๆ เป็น “หน้าสุดท้าย” หมายความว่า ตอนเข้าเว็บไซต์อาจจะเที่ยวเล่น อ่านข้อมูลหน้าอื่นๆ มาก่อนหลายสิบหน้า แล้วมาถึงหน้านี้เป็นหน้าสุดท้าย ก่อนจะปิดหน้าต่างบราวเซอร์ไป

ลองดูตัวอย่างจากภาพด้านล่าง



จะเห็นได้ว่าผู้เข้าชม (visitor) ของอัตราตีกลับ (10 คน) นั้นเป็น subset ของผู้เข้าชม (visitor) ของ % การออก (10+20 = 30 คน) จึงไม่น่าแปลกใจที่ตัวเลขผลลัพธ์ของ % การออกนั้นมักจะต่ำกว่าอัตราตีกลับเสมอ (เลขส่วนมากกว่าแต่เศษเท่ากัน)

ทีนี้มาพูดถึงเรื่องประโยชน์ของตัวเลขสองตัวนี้กันบ้าง

อัตราตีกลับ เป็นตัวเลขที่น่าสนใจที่จะบอกให้เจ้าของเว็บไซต์รู้ว่า Landing Page ของเว็บไซต์เรานั้นมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด ผมยกตัวอย่างง่ายๆ สมมุติว่าคุณทำโปรโมชั่นสินค้าของเล่นเด็กลดราคาพิเศษผ่านทางโฆษณาอย่าง Adwords พอมีกลุ่มเป้าหมายได้เห็นโฆษณาของคุณทาง Adwords เกิดความสนใจเลยคลิกลิงค์เข้ามา (หน้าที่ลิงค์จาก Adwords นี่แหละครับ ที่เราเรียกกันว่า Landing Page)

ทีนี้หลังจากเรายิงโปรโมชั่นไปสามวัน พอเข้าระบบ Google Analytics เพื่อไปดูหน้าโปรโมชั่นดังกล่าว ปรากฏว่าอัตราตีกลับสูงถึง 80% เห็นแบบนี้ตีความได้ว่า กลุ่มเป้าหมายที่ลิงค์มาจาก Adwords แทบจะไม่มีใครสนใจในโปรโมชั่นเลย (เหมือนเราเอาเงินเทให้ Google Adwords เล่นๆ)

ทีนี้วิธีแก้ไขก็เป็นเรื่องของการตรวจสอบความเกี่ยวโยงของเนื้อหาระหว่าง Ads กับ Landing Page ว่ามันสอดคล้องกันหรือไม่ ตรงใจกลุ่มเป้าหมายมากน้อยแค่ไหน จับกลุ่มเป้าหมายผิดหรือเปล่า สร้างความคาดหวังจาก Ads ใน Adwords มากเกินไปไหม ฯลฯ

ส่วน % การออก บ่งบอกถึงคุณภาพของการเชื่อมต่อเนื้อหาภายในเว็บไซต์ หาก % การออกเกิดสูงในหน้าเว็บหลักๆ ที่มีการเชื่อมโยงต่อไปยังส่วนอื่นๆ (เช่น หน้าแรก, หน้าแคตตาล็อกสินค้า) เราจะต้องเริ่มมาพิจารณาว่า ทำไม คนจึงออกจากเว็บไซต์ แทนที่จะคลิกไปดูรายละเอียดในหน้าอื่นๆ เราอาจจะต้องมีการทำการทดสอบ (Experiment) โครงสร้างเนื้อหาของหน้านั้นๆ ด้วย Google Website Optimizer กันเพื่อดูพฤติกรรมผู้บริโภคที่แท้จริงต่อไป

ที่มา :  niran


วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Google Search กูเกิลจัดระเบียบเสิร์ช พลิกฟ้าโลกออนไลน์

Google Search กูเกิลจัดระเบียบเสิร์ช พลิกฟ้าโลกออนไลน์
     
       การศึกษาล่าสุดในธุรกิจค้นหาข้อมูลออนไลน์หรือเสิร์ชเอนจิน พบการจัดระเบียบเสิร์ชเอนจินของกูเกิล (Google) ให้มีคุณภาพดีขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้สร้างผลกระทบเปลี่ยนแปลงโลกออนไลน์ครั้งใหญ่ ที่เห็นชัดเจนในขณะนี้คือเว็บไซต์ใหญ่หลายแห่งที่ติดอันดับผลการค้นหาหน้าแรกกลับถูกลดอันดับลง ขณะที่เว็บไซต์เครือข่ายสังคม ร้านค้าปลีก และข่าว กลับมีผลการค้นหาที่ดีขึ้น นักวิเคราะห์มั่นใจทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านผลประโยชน์ในธุรกิจโฆษณาออนไลน์มูลค่าหลายล้านเหรียญในอนาคต
     
       กูเกิล ยักษ์ใหญ่เสิร์ชเอนจินอเมริกันออกแถลงการณ์แจ้งปรับเปลี่ยนระบบการจัดดัชนีค้นหาข้อมูลหรืออัลกอริทึมในเว็บไซต์กูเกิลดอทคอมเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จุดประสงค์หลักคือการพัฒนาให้ผลการค้นหาข้อมูลบนกูเกิลมีคุณภาพมากขึ้น ด้วยการตัดทางโตเว็บไซต์ที่มีเนื้อหา "คุณภาพต่ำ" เพราะเว็บไซต์เหล่านี้มักมีเนื้อหาเพียงแค่ให้ระบบของกูเกิลเสิร์ชพบแล้วล่อลวงให้ผู้ใช้กูเกิลเปิดหน้าเว็บที่มีแต่โฆษณา เบื้องต้นกูเกิลคาดว่าการปรับอัลกอริทึมครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงผลการค้นหาราว 12% ของการค้นหาบนกูเกิลในสหรัฐฯ ก่อนที่กูเกิลจะขยายไปกูเกิลภูมิภาคอื่นต่อไป
     
       อามิต สิงหัล และแม็ตต์ คัตส์ ส่วนหนึ่งของทีมวิศวกรกูเกิลยอมรับในบล็อกของบริษัทว่าการปรับระบบครั้งนี้จะทำให้หลายเว็บไซต์ได้รับอันดับที่สูงขึ้นในหน้าผลการค้นหาของกูเกิล สวนทางกับหลายเว็บไซต์ที่จะได้รับอันดับที่ต่ำลง โดยให้ข้อมูลว่าระบบอัลกอริทึมใหม่ของกูเกิลจะให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่เป็นเจ้าของเนื้อหาดั้งเดิม เช่น เว็บไซต์ที่เป็นเจ้าของงานวิจัย รายงาน และการวิเคราะห์อื่นๆ เหล่านี้จะมีอันดับผลการค้นหาที่ดีขึ้น
     
       ล่าสุด ประชาสัมพันธ์กูเกิลระบุว่าได้รับเสียงตอบรับจากผู้ใช้ในทางที่ดี โดยเป็นการวัดผลจากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคซึ่งกูเกิลระบุว่ามีทีมงานนอกกูเกิลหลายร้อยรายที่คอยตรวจตราพฤติกรรมผิดสังเกตของผู้ใช้ เช่น การกดปุ่มย้อนหลังหรือ back อย่างเร็วหลังจากได้เห็นหน้าผลการเคลื่อนไหว ซึ่งแปลได้ว่าผู้บริโภคไม่พอใจกับผลการค้นหาที่ได้รับ
     
       อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้รับความเห็นชอบจากบางเว็บไซต์ เนื่องจากที่ผ่านมา หลายเว็บไซต์ดิ้นรนปรับแต่งเว็บไซต์ของตัวเองเพื่อให้ติด 1 ใน 5 อันดับผลการค้นหาของกูเกิล เพราะชาวออนไลน์ส่วนใหญ่มักจะเชื่อถือลิงก์ที่ปรากฏในอันดับต้นๆของหน้าเสิร์ช ความเป็นตายร้ายดีของเว็บไซต์หลายแห่งเหล่านี้จึงขึ้นอยู่กับอันดับ ซึ่งมีผลต่อปริมาณการกดลิงก์จากหน้าผลการค้นหาของกูเกิล การลดอันดับในหน้าผลการค้นหาจึงอาจทำให้เว็บไซต์เหล่านี้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะรายได้จากการโฆษณาออนไลน์ที่อาจตกลง
     
       บริษัทวิจัย Sistrix GmbH ในเยอรมนีคือบริษัทล่าสุดที่พยายามศึกษาว่าเว็บไซต์ใดที่มีอันดับการค้นหาที่ดีขึ้นและเว็บไซต์ใดได้รับอันดับการค้นหาที่ลดลง จึงทดลองค้นหาข้อมูลมากกว่า 1 ล้านครั้งโดยใช้คำค้นหาพื้นฐานเช่น "credit" เพื่อค้นหาบริการสินเชื่อการเงิน และ "real estate" เพื่อค้นหาข้อมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ปรากฏว่าเจ้าของเว็บไซต์หลายรายที่ถูกอ้างถึงในผลการศึกษายอมรับว่า การที่เว็บไซต์ของตัวเองถูกปรับลดอันดับนั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก
     
       เดนิส กรอสซ์ ประธานบริษัท Conjecture Corp. ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เว็บไซต์ WiseGeek.com ให้ความเห็นว่าการที่บทความใน WiseGeek ถูกลดอันดับในหน้าผลการเสิร์ชของกูเกิล (จาก 2 ไปเป็น 5) นั้นเป็นความไม่ยุติธรรม ทำให้เสียเปรียบคู่แข่งที่มีเนื้อหาบทความคุณภาพต่ำกว่า โดยบอกว่าแม้บริษัทจะรู้ว่าเว็บไซต์ของตัวเองไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ก็มีความมั่นใจว่าเนื้อหาบทความของบริษัทมีคุณภาพ
     
       กรอสซ์ย้ำว่าที่ผ่านมา WiseGeek ชำระค่าจ้างนักเขียนมากกว่า 10 เหรียญต่อบทความ และจะไม่อนุมัติให้เผยแพร่บทความหากบทความนั้นไม่ได้มาตรฐาน โดยขณะนี้ WiseGeek มีบทความมากกว่า 124,000 ชิ้น
     
       เจ้าของเว็บไซต์ WiseGeek.com จึงเรียกร้องให้กูเกิลระบุแนวทางที่ชัดเจน เพื่อให้เว็บไซต์ได้ปรับตัวและเพิ่มคุณภาพเนื้อหา ซึ่ง WiseGeek ก็จะปรับตัวเพื่อให้มีอันดับการค้นหาข้อมูลที่ดีเช่นเดิม เรื่องนี้ประชาสัมพันธ์กูเกิลยืนยันว่า เจ้าของเว็บไซต์สามารถติดต่อเพื่อรับคำชี้แจงจากกูเกิลได้โดยตรงหลายช่องทาง หนึ่งในนั้นคือการติดต่อผ่านเว็บไซต์ webmaster central ของกูเกิล
     
       อีกเว็บไซต์ที่การสำรวจของ Sistrix พบว่าถูกลดอันดับจากอัลกอริทึมใหม่ของกูเกิลคือ TheFind.com เว็บไซต์ให้บริการแนะนำการซื้อสินค้าออนไลน์ และ Associated Content เว็บไซต์ให้บริการข้อเขียนหลากหลายที่ยาฮูเพิ่งประกาศซื้อไปเมื่อปีที่ผ่านมา
     
       สำหรับเว็บไซต์ที่ Sistrix พบว่ามีอันดับการค้นหาที่ดีขึ้นคือเว็บเพจจากเครือข่ายสังคมเช่น LinkedIn.com และ Facebook.com ยังมีเว็บไซต์ข่าวทั้งของสำนักข่าวไทม์ (Time) ฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) และนิวยอร์กเดลีนิวส์ (New York Daily News) รวมถึงเว็บไซต์ร้านค้าปลีกอย่างวอลมาร์ท (Wal-Mart) ทาร์เก็ต (Target) และอีเบย์ (eBay) และเว็บไซต์วิดีโอออนไลน์ของกูเกิลเองอย่างยูทิวบ์ (YouTube) ก็ได้รับการเพิ่มอันดับเช่นกัน
     
       จอห์น แคนทาเรลลา (John Cantarella) ประธานฝ่ายข่าวดิจิตอลของไทม์ให้ความเห็นว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะส่งผลดีต่อบริษัท โดยบริษัทยินดีที่การเปลี่ยนแปลงนี้จะนำไปสู่การอ้างอิงที่มาของรายงานข่าวคุณภาพที่ต้นฉบับ
     
       ยังไม่มีรายงานความเห็นจากประชาสัมพันธ์อีเบย์และผู้บริหารเว็บไซต์ที่มีอันดับการค้นหาข้อมูลที่ดีขึ้นเพิ่มเติม คาดว่าภายในปีนี้จะมีการวิเคราะห์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมของกุเกิลในวงการโฆษณาออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต


ข้อมูลจาก  bcoms.net

วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554

รับทำ SEO โปรโมทเว็บไซต์ ให้ติดหน้าแรกบนเว็บกูเกิ้ล Search Engine

ทำ SEO | รับทำ SEO รู้จักกับ Search Engine Optimization

Search Engine Optimization (SEO) เป็นเทคนิคการทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับใน (เสิร์ชเอนจิน) ซึ่ง Search Engine คือเครื่องมือค้นหาข้อมูลหรือโปรแกรมค้นหาข้อมูล เป็นโปรแกรมที่ช่วยในการสืบค้นหาข้อมูลต่างๆในโลกออนไลน์อินเทอร์เน็ต โดยครอบคลุมทั้งข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เพลง ซอฟต์แวร์ แผนที่ ข้อมูลบุคคล กลุ่มข่าว และอื่น ๆ ซึ่งแตกต่างกันไปแล้วแต่โปรแกรมหรือผู้ให้บริการแต่ละรายออกแบบไว้ให้ค้นหา

     การทำงานของ Search Engine นั้นจะทำงานก็ต่อเมื่อมีคนป้อนคำหรือที่เรียกว่า keyword ลงไปใน Search Engine นั้นๆจากนั้น Search Engine ก็จะแสดงรายการผลลัพธ์ที่มันคิดว่าผู้ใช้น่าจะต้องการขึ้นมา การใช้ Search Engine ที่ดีนั้นคือการค้นหาข้อมูลที่ตรงและถูกต้องตามที่เราต้องการ ตัวอย่าง Search Engine ที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น google.com, sanook.com, yahoo.com, bing.com เป็นต้น

รับทำ SEO (Search Engine Optimization) และ Google Adwords

ให้บริการ รับทำ SEO, Google Adwords และพร้อมให้คำปรึกษา ในการทำ โฆษณาออนไลน์ โปรโมทเว็บไซต์ (Promote Website) ซึ่งจะช่วยให้ เว็บไซต์ของคุณ ติดอันดับต้น ๆ ของผลการค้นหา ในส่วนของการแสดงผลลัพธ์ปกติของ Search Engine ซึ่ง บริการรับทำ SEO และ Google Adwords เป็นการทำโฆษณาออนไลน์ หรือ เรียกที่ว่า Search Engine Marketing (SEM) คือการทำการตลาดผ่านเสริจเอ็นจิ้น ที่จะช่วยทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับการค้นหาที่เร็วขึ้น บริการโปรโมทเว็บไซต์ของเรา แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ SEO และ Google Adwords หรือที่เรียกว่า Pay Per Click (PPC) หรือ Cost Per Click (CPC) ซึ่งทั้งสองบริการของเราจะมีข้อแตกต่างกัน อ่านรายละเอียด บริการทำ SEO และ Google Adwords เพิ่มเติม
ราคาขึ้นอยู่กับความยากง่ายของ Keyword 

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กูเกิลแถลงเรื่องการตั้งชื่อใน Google+ เปลี่ยนเป็นเตือนก่อนแบน

จากกรณี กูเกิลไล่ลบบัญชีที่ตั้งชื่อผิดกฎใน Google+ ทางผู้บริหารของกูเกิลคือ Bradley Horowitz (ซึ่งเป็นคนดูแล Google+) ออกมาแถลงและตอบคำถามแล้ว Horowitz บอกว่ากูเกิลตรวจพบ "ความจงใจ" ที่จะหลบเลี่ยงนโยบายเรื่องการตั้งชื่อผู้ใช้ของ Google+ แต่เขาก็ยอมรับว่าวิธีดำเนินการของกูเกิลสร้างปัญหาให้ผู้ใช้



ทางกูเกิลจึงปรับปรุงวิธีการดังนี้

 กูเกิลจะเตือนผู้ใช้ที่ทำผิดกฎ และให้โอกาสเปลี่ยนชื่อก่อนหนึ่งครั้ง (ยกเว้นกรณีที่กูเกิลมองว่าเป็นสแปมหรือการใช้งานในทางที่ผิด จะแบนทันที)
 กูเกิลยังยืนยันกฎเกณฑ์การตั้งชื่อตามเอกสาร Your name and Google Profiles เป็นแหล่งอ้างอิงหลัก
 กูเกิลจะปรับปรุงขั้นตอนการลงทะเบียนใช้งาน Google+ เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องตั้งชื่อตั้งแต่แรก
 กูเกิลแนะนำว่า สำหรับคนที่มีชื่อเล่นหรือชื่ออื่นที่เรียกกันในหมู่เพื่อน สามารถใช้ช่อง Other Names ช่วยได้
 การยืนยันตัวตนของผู้ใช้ ยังสามารถใช้ช่อง "Employment" "Occupation" "Education" เพื่อบอกเพื่อนได้ว่าเราเป็นใครกันแน่
Horowitz ยังตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับ Google+ อีก 2 ข้อ

กูเกิลไม่แคร์ผู้ใช้จริงหรือ?

Horowitz บอกว่ากูเกิลอยากมีวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่าในปัจจุบัน ซึ่งไม่ใช่ทำได้ทันทีอย่างที่ผู้ใช้อยากได้ โดยกูเกิลจะหาวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมในแต่ละประเด็น และขอให้รอกันสักหน่อย เขาบอกว่าอย่าเพิ่งมองว่า Google+ อย่างที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้คือผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่สมบูรณ์แล้ว มันเพิ่งเป็น "การทดสอบในวงกว้าง" (field trial) ที่อายุน้อยกว่า 4 สัปดาห์เท่านั้น
การตั้งชื่อผิดกฎใน Google+ จะทำให้บัญชี Google Account โดนแบนจริงหรือ?
Horowitz บอกว่าการตั้งชื่อผิดกฎของ Google+ จะไม่ทำให้ Google Account สำหรับผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดนแบนไปด้วย ซึ่งข่าวก่อนหน้านี้เป็นความเข้าใจผิด และขอให้ผู้อ่านช่วยเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องในวงกว้าง

ที่มา - +Bradley Horowitz


กฎเกณฑ์เรื่องการตั้งชื่อใน Google+ มาแปะไว้ให้ ต้นฉบับจาก Google+ Help

1.ใช้ภาษาเดียวกันทั้งชื่อและนามสกุล เลือกเพียงชื่อเดียว ใส่ชื่ออื่นในช่อง Other Names และไม่ใส่คำนำหน้าชื่อ (เช่น Dr. หรือ Prof.)
2.อย่าใส่อักขระพิเศษในชื่อและนามสกุล เพราะกูเกิลมีระบบตรวจเช็คอักขระแปลกๆ ที่ไม่มีใครใช้โลกจริง
3.ชื่อบัญชีของ Google+ ต้องแทนตัวบุคคลเพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่สามารถสร้างบัญชีของคู่สามี-ภรรยา หรือกลุ่มบุคคล สัตว์เลี้ยง องค์กรได้ (คนที่ตั้งชื่อแบบนี้ไปแล้ว กูเกิลอาจอนุโลมให้ใช้ต่อได้ในบางกรณี)
4.อย่าปลอมตัวเป็นบุคคลอื่น ถ้าตรวจพบจะถูกลบบัญชี และกูเกิลขอให้ผู้ที่พบเห็นบัญชีปลอม รายงานไปยังกูเกิลผ่านปุ่ม Report
ในกรณีที่ตั้งชื่อจริงๆ แล้วยังไม่ผ่านเกณฑ์ของกูเกิล จะสามารถขอให้กูเกิลรีวิวชื่อได้ โดยกูเกิลขอเวลา 1 วันทำการ และมีระบบอุทธรณ์ถ้าผ่าน 1 วันแล้วยังไม่ผ่านการรีวิว

ที่มา : HI-TECH SANOOK.COM

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ทำไมต้องทำโฆษณาออนไลน์, ทำ SEO Search Engine Optimization, Google Adwords

ทำไมต้องทำโฆษณาออนไลน์, ทำ SEO Search Engine Optimization, Google Adwords

- การตลาดแบบผสมผสาน
ปัจจุบัน การใช้ยุทธวิธีการโฆษณาออนไลน์ , Search Engine Optimization (SEO), Google Adwords ผนวกเข้ากับสื่อโฆษณารูปแบบต่างๆ กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะการโฆษณาออนไลน์ที่มีอินเทอร์เน็ตเป็นองค์ประกอบสำคัญ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้สามารถทำการตลาดได้เต็มศักยภาพและสัมฤทธิ์ผลมาก ยิ่งขึ้น สามารถนำมาสร้างสรรค์แคมเปญการสื่อสารการตลาดแบบผสม-ผสาน (IMC) รูปแบบใหม่ที่เปี่ยมประสิทธิภาพได้อีกทางหนึ่ง

- วัดผลสำเร็จได้
การโฆษณาออนไลน์, Search Engine Optimization (SEO), Google Adwords เปี่ยมประสิทธิภาพเหนือความคาดหมาย ให้คุณสามารถวัดผลสำเร็จและแจกแจงข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ได้อย่างที่สื่อโฆษณาทั่วไปไม่อาจทำได้ การติดตามผลจึงกลายเป็นอีกเงื่อนไขสำคัญที่ช่วยให้คุณประเมินประสิทธิผลแคม เปญโฆษณาคุณได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน

- โฆษณาตรงกลุ่ม
สร้างเอกลักษณ์ให้โฆษณาคุณโดดเด่นไม่ซ้ำใคร ด้วยบริการจำแนกประเภทผู้ใช้อินเทอร์เน็ต โดยใช้ Google Adwords ทำให้สินค้าของคุณเข้าถึงแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ได้หลากหลายรูปแบบและสามารถใช้สื่อข้อความที่โดนใจ

- สร้างปฏิสัมพันธ์
อินเทอร์เน็ตให้คุณสื่อสารตรงถึงลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายทางอิเลคโทรนิกส์แบบ เรียลไทม์ ซึ่งช่วยให้คุณทราบปริมาณผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ และสามารถเก็บข้อมูลจำเพาะต่างๆ ของลูกค้าคุณได้อย่างสะดวก ง่ายดาย

- ประหยัดค่าใช้จ่าย
โฆษณาออนไลน์, Search Engine Optimization (SEO), Google Adwords เป็นวิธีการโฆษณา หรือโปรโมทสินค้าที่ประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าสื่อโฆษณาทั่วๆ ไป เช่น ไปรษณีย์ต่างประเทศ แฟกซ์ ใบปลิว หรือการตลาดทางโทรศัพท์ ให้คุณเข้าถึงตลาดอย่างแพร่หลายมากขึ้นแต่จ่ายน้อยลงด้วยค่าใช้จ่ายต่อผู้ชมพันราย(CPM) ที่ถูกลง

- ต่อติดทุกเมื่อ
โฆษณาออนไลน์, Search Engine Optimization (SEO), Google Adwords ให้คุณเข้าถึงลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง อินเทอร์เน็ตช่วยให้ลูกค้าคุณสามารถเข้ามาเยี่ยมชมและเพลิดเพลินกับทุกบริการบนหน้าเว็บไซต์คุณได้อย่างเสรีไม่มีขีดจำกัด ช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและสร้างผลตอบแทนเกินคาดให้กับธุรกิจคุณ

ส่งความคิดเห็น

อภิรดี อุดมศักดิ์

SEOPROMOTE-WEB

Email : seopromoteweb@gmail.com



รับโปรโมทเว็บไซต์และดูแลเว็บไซต์

รับทำเว็บบล็อคและดูแลอัพเดตข้อมูล

พร้อมทำการตลาด Social Network



โทร 085-948-2298

โทร 087-110-3192

http://seopromote-web.blogspot.com/



Facebook : SEOPromote-Web

http://www.facebook.com/profile.php?id=100001896132775