รับโปรโมทเว็บ, รับทำseo, รับโพสต์เว็บบอร์ด, ติดหน้าแรกgoogle, รับทำเว็บบล็อก

SEOPromote-Web Top 10

รับโปรโมทเว็บ, รับทำseo, รับโพสต์เว็บบอร์ด, ติดหน้าแรกgoogle, รับทำเว็บบล็อก
บริการรับทำ SEO (Search Engine Opitmize)
และ รับทำ SEM (Search Engine Marketing)
เป็นการทำ Online-Marketing หรือ เรียกว่า การทำการตลาดผ่าน Search Engine ที่จะช่วยทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับการค้นหาในอันดับต้นๆ การโปรโมทเว็บไซต์ หรือที่รู้จักก้นในชื่อ SEO (Search Engine Opitmize) หรือ ปัจจุบันเริ่มใช้คำว่า SEM (Search Engine Marketing) มากขึ้น

ปัจจุบันการสื่อสารการตลาด ด้วยการทำ SEO หรือ รับทำ SEM ได้ รับการพัฒนาให้เป็นกลยุทธ์อันทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเน้นเป้าหมาย และวิธีสื่อสารที่มีความเข้มข้น และสอดประสานกันอย่างมีพลัง การผสมสานเครื่องมือสื่อสารมาใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้การสื่อสารทาง internet หรือ Online Marketing – SEO หรือที่เริ่มพัฒนามาเป็น Search Engine Marketing (SEM) ใช้ร่วมกับการโฆษณาผ่านสื่อ (Mass-media Advertising), การขายโดยพนักงาน (Personal Selling), การส่งเสริมการขาย (Sales Promotion), การประชาสัมพันธ์ (Public Relations), การตลาดทางตรง (Direct Marketing), และบรรจุภัณฑ์ (Packaging) เพื่อเผยแพร่ข่าวสารที่มีความชัดเจน (Clear) คงที่ (Consistent) และจับใจ (Compelling) เกี่ยวกับองค์การ และผลิตภัณฑ์ ด้วยการ ทำ SEO ให้มีโอกาส ติดหน้าแรก google


ตรงกลุ่มเป้าหมายด้วยการโพสผ่านเว็บคุณภาพ ที่มีคนเข้าชมมากที่สุด โฆษณาของคุณจะถูกพบเห็นมากที่สุด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ adsense แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ adsense แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Pay per click

Pay per click

           Pay per click เป็นการ โฆษณา ผ่านทางตัวแทนเว็บ เพื่อทำการ โฆษณา เว็บของคุณ โดย ค่าใช้จ่าย จะคิดจากจำนวนคลิกเป็นหลัก หากไม่มีจำนวนของการคลิก ก็จะไม่เสียเงินค่าโฆษณาแต่อย่างใด แต่อาจจะมีแตกต่างไปบ้างตามแต่ข้อตกลงแต่ละค่าย เช่น อาจจะมีการคิดเพิ่มเติมในรูปแบบของ ePPM หรือ จำนวนการแสดงโฆษณาต่อการแสดงหนึ่งพันครั้ง

           ในปี 2550 กูเกิล ได้เสนอระบบใหม่ Pay-Per-Action ซึ่งอยู่ในขั้นทดลอง โดยเปลี่ยนจากระบบการจ่ายเงินค่าโฆษณาตามจำนวนที่มีคนคลิกเข้าไปดู เป็นการจ่ายเงินตามการกระทำที่กำหนด เช่น ซื้อของอย่างน้อยหนึ่งชิ้น หรือเข้าดูหน้าใดหน้าหนึ่ง โฆษณา PPC นั้นคือการลงโฆษณาผ่าน search engine ต่าง ๆ เช่น Google, Yahoo, MSN ใน keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของคุณ วิธีนี้จะคล้ายคลึงกับการทำ SEO (Search Engine Optimization) เพียงแต่เว็บของคุณจะปรากฎอยู่ทางขวามือในส่วนของโฆษณา (ในขณะที่ SEO จะอยู่ทางด้านซ้ายมือ) โดยคุณจะเสียเงินค่าโฆษณาก็ต่อเมื่อมีคนคลิกโฆษณาของคุณเท่านั้น หากแสดงเฉย ๆ จะไม่เสียเงินค่าโฆษณา

          โฆษณา PPC มีจุดเด่นเหมือนการทำ SEO (ข้อ 2) ซึ่งจะมีข้อดีอีกประการที่ชัดเจนคือ คุณสามารถทำ PPC หรือลงโฆษณาผ่าน Google ได้ทันทีภายในเวลา 1 วัน โฆษณาของคุณจะปรากฎขึ้นบนเว็บ Google และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ทันใจ ซึ่งตรงนี้คุณสามารถยืดหยุ่นได้สูง เช่น การเลือก keyword ตามที่คุณต้องการ หรือเปลี่ยนตามใจคุณ จุดเด่นอีกประการคือ คุณสามารถวัดผลโฆษณาได้อย่างชัดเจนด้วยระบบสถิติ เช่น มีคนคลิกไปกี่คลิก, คลิกด้วย keyword คำว่าอะไรบ้าง, มี order เข้ามาเท่าไร ดังนั้นหากคุณลงโฆษณาแล้วไม่ได้ผล ก็สามารถยกเลิกได้ทันท่วงที คุณจึงสามารถทดสอบ campaign ด้วยงบประมาณที่ต่ำมาก แต่มีโอกาสกำไรสูง หากผิดพลาดก็ทำให้เสีย cost ที่น้อยมาก

           การจะเลือกทำการตลาดชนิดใด คุณควรจะเข้าใจในระบบของการตลาดชนิดนั้น ๆ ก่อน การตลาดทั้งสองชนิดนี้เหมือนกัน แต่จะต่างกันตรงที่อยู่ตำแหน่งซ้าย (SEO) กับตำแหน่งขวา (PPC) , SEO จะเลือก keyword ได้จำกัด แต่จะได้คลิกไม่จำกัด และทำครั้งเดียวคงอยู่ระยะยาว (ตราบที่ยัง maintenance อยู่) ส่วน PPC จะเลือก keyword ได้ไม่จำกัด แต่คุณต้องเสียค่าโฆษณาทุกคลิดที่มีคนเข้าชม และต้องมีงบลงโฆษณาต่อเนื่องทุกเดือน ดังนั้นการเลือกวิธีการโปรโมทเว็บจึงต้องดูหลาย ๆ ปัจจัย เช่น คุณขายสินค้าหรือบริการอะไร, มี keyword ที่เกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน, งบประมาณที่คุณมี, วัตถุประสงค์ในการทำการตลาดของคุณ ฯลฯ ซึ่งทาง Ranksure ยินดีให้คำปรึกษาและแนะนำบริการที่เหมาะสมกับคุณ



วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

แนวโน้มของผู้บริโภคในการใช้สื่อดิจิตอลในปี 2554


แนวโน้มของผู้บริโภคในการใช้สื่อดิจิตอลในปี 2554

ผู้สื่อข่าวหลายสำนัก ไม่ว่าจะเป็นสำนักข่าวหรือบล็อกต่าง ๆ เริ่มออกมาให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มการเจริญเติบโตของสื่อดิจิตอลสำหรับปี 2554 กันอย่างครึกโครม ทำให้adminต้องออกมาเขียนบ้าง ขอเขียนมุมกลับกันบ้างว่า ผู้บริโภคจะมีแนวโน้มในการใช้สื่อดิจิตอลอย่างไรบ้างในปี 2554 โดยข้อมูลเหล่านี้เกิดจากการสังเกตและลองนั่งคิดดูว่าผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ นั้น มีการใช้สื่อดิจิตอลอย่างไรบ้าง

1. มีวิจารณญานในการเชื่อถือข้อมูลมากขึ้น

เดี๋ยวนี้ผู้บริโภคสามารถแยกแยะข้อมูลต่าง ๆ ได้ดีขึ้น และมองออกได้ง่ายว่าอันไหนเป็นโฆษณาและอันไหนเป็นข้อมูลที่ผู้บริโภคเขียนกันจริง ๆ โดยข้อมูลที่ทำให้adminเชื่อในเรื่องนี้ก็คือ มีกระทู้หนึ่งในเว็บพันทิพ ได้เขียนถามไว้ว่า ใครเชื่อบล็อกเกอร์ที่มาเขียนรีวิวสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ กันมากแค่ไหน adminลองอ่านคำตอบดูซึ่งมีหลายสิบคำตอบที่บอกว่า ตัวเองแยกแยะออก และไม่เชื่อไปเสียทั้งหมด บ้างบอกว่าเห็นเลยว่าบทความไหนเป็นบล็อกเกอร์ที่ได้สินค้ามารีวิว หรือบทความไหนเป็นบล็อกเกอร์ซื้อของมาจริง ๆ แล้วมารีวิว รวมไปถึงการเห็นข้อความทางสื่อโซเชียลมีเดียเช่น ทวิตเตอร์ หรือเฟซบุ๊ค แล้วมีการเช็คแหล่งข่าวกันก่อนที่จะบอกต่อกันอีกด้วย เห็นได้จากที่ผู้บริโภคมีการเขียนข้อความเตือนให้ผู้บริโภคด้วยกันเช็คแหล่งข่าว ก่อนการรีทวีตข้อความใด ๆ กันอยู่เนือง ๆ

2. ใช้เวลาการบริโภคสื่อน้อยลง

เมื่อเวลาของทุกคนมีอยู่ 24 ชั่วโมงเท่า ๆ กัน แต่ต้องบอกว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มในการใช้เวลาบริโภคสื่ออย่างฉลาด เราจะเห็นว่าคนไทยสามารถใช้เทคนิคการอ่านแบบผ่าน ๆ แล้วยังสามารถจับใจความได้ดีขึ้น เห็นจากการที่บทความจากเว็บต่าง ๆ พยายามเขียนข่าวกันแบบไม่ยาวมาก เพราะผู้บริโภคจะเริ่มไม่สนใจหากข่าวไหนยาวเกินไป หรือกระทู้ในเว็บบอร์ดต่างๆ ที่มีคนตอบกันยาว ๆ หลายสิบคน ผู้บริโภคสามารถเลื่อนหน้าจออ่านแบบเร็ว ๆ เพื่อหาข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว อันนี้เห็นได้จากเพื่อน ๆ ของadminที่อ่านข้อมูลแบบนี้ 

3. สนใจเรื่องความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

เรามักจะเห็นข่าวว่าเว็บไซต์ดัง ๆ ในระดับโลกมีปัญหาถูกร้องเรียนเรื่องการเปิดเผยข้อมูลความเป็นส่วนตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเป็นเพราะว่าผู้บริโภคเริ่มตระหนักแล้วว่า การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวในสื่อดิจิตอลที่มากเกินไป อาจนำมาซึ่งความรำคาญจากการเกิดอีเมล์ขยะ หรือแม้กระทั่งมีภัยมาถึงตัว ดังนั้นผู้บริโภคบางคนจะมีอีเมล์หลายชื่อ เพื่อเลือกใช้ให้เหมาะสมตามสถานการณ์เช่น อีเมล์ที่ใช้จริงจัง อันนี้จะใช้กับเว็บที่เป็นเว็บไซต์หลัก ๆ ที่ตนเองใช้ และมีอีเมล์สำรองเอาไว้ใช้สมัครบริการหรือเว็บไซต์บางเว็บที่ตนเองคิดว่าไม่ได้ใช้บ่อย ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงอีเมล์ขยะที่จะมาจากการสมัครใช้บริการต่าง ๆ ที่มักจะมามากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อผ่านไปหลายปี

4. ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้นในการเข้าใช้บริการ

ทุกวันนี้เว็บไซต์มีกันอย่างมากมายก่ายกอง ทำให้ผู้บริโภคต้องการความสะดวกสบายและต้องการชื่อผู้ใช้ของตนแบบไม่กี่ตัว เรามักจะเห็นว่าหากเว็บไซต์ไหนมีให้เข้าสู่ระบบด้วยการใช้ชื่อผู้ใช้ของเฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์ (Single Sign-On) ซึ่งผู้บริโภคใช้กันอยู่เป็นประจำอยู่แล้วนั้น มักจะได้รับการตอบรับที่ดี แน่นอนว่าผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ย่อมชอบแน่นอน เมื่อไม่ต้องจำรหัสผ่านหลายตัว

5. คุ้นเคยกับการถ่ายรูปและโทรศัพท์มือถือกันเป็นอย่างดี

เคยไปนั่งทานอาหารแล้วมองไปที่โต๊ะข้าง ๆ ไหมค่ะ เราอาจจะเห็นคนนำโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปอาหาร ก่อนที่ตัวเองจะลงมือรับประทานอาหารมื้อนั้นของตน หรือไปตามห้าง เห็นคนนำโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปเมื่อเจอดารา และหากได้มีโอกาสขึ้นรถไฟฟ้า จะเห็นคนเล่นเฟซบุ๊กผ่านโทรศัพท์มือถือกันเยอะเชียว สิ่งเหล่านี้บอกเราได้ว่าผู้บริโภคคุ้นเคยกับการถ่ายรูป การอัพโหลดรูปภาพ และการใช้สื่อโซเชียลมีเดียผ่านอุปกรณ์มือถือกันเป็นอย่างดี หากแคมเปญโฆษณาใดเป็นการให้ผู้บริโภคส่งรูปถ่ายเข้ามาร่วมกัน ก็เริ่มจะมีคนร่วมกิจกรรมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นรูปแบบที่เขาคุ้นเคยอยู่แล้ว แนวโน้มปี 2554 ก็ยังไม่น่าจะหายไป แถมยังน่าจะมากขึ้นอีกด้วย

บทความนี้เขียนโดย กติกา สายเสนีย์ เพื่อตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 23 ธันวาคม 2553


Social Network คืออะไร?


Social Network คืออะไร?
 
Social Network คือการที่ผู้คนสามารถทำความรู้จัก และเชื่อมโยงกันในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง หากเป็นเว็บไซต์ที่เรียกว่าเป็น เว็บ Social Network ก็คือเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงผู้คนไว้ด้วยกันนั่นเอง ตัวอย่างของเว็บประเภทที่เป็น Social Network เช่น Digg.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เรียกได้ว่าเป็น Social Bookmark ที่ได้รับความนิยมอีกแห่งหนึ่ง และเหมาะมาก ที่จะนำมาเป็นตัวอย่าง เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยในเว็บไซต์ Digg นี้ ผู้คนจะช่วยกันแนะนำ url ที่น่าสนใจเข้ามาในเว็บ และผู้อ่านก็จะมาช่วยกันให้คะแนน url หรือข่าวนั้น ๆ เป็นต้น
 
สำหรับตัวอย่าง Social Network อื่น ๆ เช่น Hi5 หรือว่า Facebook ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น social network เต็มรูปแบบอีกอย่างหนึ่ง ที่ให้ผู้คนได้มามีพื้นที่ ได้ทำความรู้จักกันโดยเลือกได้ว่า ต้องการทำความรู้จักกับใครหรือเป็นเพื่อนกับใคร
 
เมื่อหันมามองเว็บไซต์ไทย ๆ กันดูบ้าง หากมองว่าเว็บไซต์ Social Network ในไทย จะมีเว็บไหนได้บ้าง ลองดูเว็บไซต์ Social Network ที่มีความชัดเจนในเนื้อหาเฉพาะด้าน เช่น Social Network เรื่องท่อเที่ยว อย่างเว็บไซต์ odoza (โอโดซ่า) ที่ให้คนที่ชื่นชอบในเรื่องท่องเที่ยว ได้มาทำความรู้จักกัน ได้มีพื้นที่ให้ share รูปภาพ หรือวีดีโอคลิป ที่ตนเองได้ไปเที่ยวมาได้

วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

โดเมนเนม (domain name) คืออะไร

ชื่อโดเมน หรือ โดเมนเนม (domain name) คืออะไร
โดเมนเนม ความหมายโดยทั่วๆ ไป หมายถึง ชื่อเว็บไซต์ ชื่อบล็อก ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้จดจำและนำไปใช้งานได้ง่าย
ทั้งในการเข้าชมผ่านบราวเซอร์ของผู้ใช้ทั่วไป ยังรวมไปถึงผู้ดูแลระบบโดเมนเนมซีสเทม ที่สามารถแก้ไขไอพีแอดเดรสของชื่อโดเมนเนมนั้นๆ ได้ทันที
โดยที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่จำเป็นต้องรับรู้หรือจดจำไอพีแอดเดรสที่มีการเปลี่ยนแปลง
เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่เว็บไซต์ จะมีโดนเมนเนมเฉพาะไม่ซ้ำกับใคร
โดนเมนเนม มีด็อทอยู่หลายประเภทแต่ที่นิยมมากที่สุดนั้นก็คือ .com เพราะเป็นด็อทในยุคแรกๆ ที่เริ่มใช้กัน และง่ายต่อการจดจำ
ประเภทของ Domain Name แบ่งได้เป็น 2 ประเภท
  1.  โดเมน 2 ระดับ   ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน
  2.  โดเมน 3 ระดับ   ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ

โดนเมนเนม 2 ระดับ 
จะประกอบด้วย  www . ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน เช่น http://seopromote-web.blogspot.com/
ประเภทของโดเมน คือ คำย่อขององค์กร โดยประเภทขององค์กรที่พบบ่อย มีดังต่อไปนี้
    * .com คือ บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์
    * .org คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร
    * .net คือ องค์กรที่เป็นเกตเวย์ หรือ จุดเชื่อมต่อเครือข่าย
    * .edu คือ สถาบันการศึกษา
    * .gov คือ องค์กรของรัฐบาล
    * .mil คือ องค์กรทางทหาร
   
โดนเมนเนม 3 ระดับ 
จะประกอบด้วย www . ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ เช่น http://www.kmitnb.ac.th/, http://www.nectec.or.th/, http://www.google.co.th/

ประเภทขององค์กรที่พบบ่อยคือ
    * .co คือ บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์
    * .ac คือ สถาบันการศึกษา
    * .go คือ องค์กรของรัฐบาล
    * .net คือ องค์กรที่ให้บริการเครือข่าย
    * .or คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร
ตัวย่อของประเทศที่ตั้งขององค์กร
    * .th   คือ ประเทศไทย
    * .cn  คือ ประเทศจีน
    * .uk  คือ ประเทศอังกฤษ
    * .jp   คือ ประเทศญี่ปุ่น
    * .au  คือ ประเทศออสเตรเลีย
   
โดนเมนเนม ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่มองข้ามไม่ได้เลยสำหรับเว็บไซต์นั้นๆ โดยเฉพาะกับการโฆษณาบนอินเตอร์เน็ท ถ้าได้ชื่อที่เฉพาะเจาะจง ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจเป็นพื้นฐานเดิมอยู่แล้วนั้น จะทำให้โดเมนเนม หรือ เว็บไซต์นั้นๆ จะได้รับความสนใจและเป็นที่จดจำได้ง่ายไม่ใช่กับผู้เข้าชมหรือ
กลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาชมเว็บไซต์ผ่านโดมเนมเท่านั้นยังรวมไปถึง Search Engine ชื่อดังต่างๆ เช่น Google Yahoo MSN เป็นต้น ที่จะเข้ามาแวะเวียนเข้ามาทำ index กับเว็บเพจหน้าต่างๆ ในเว็บไซต์ของเรา


ส่งความคิดเห็น

อภิรดี อุดมศักดิ์

SEOPROMOTE-WEB

Email : seopromoteweb@gmail.com



รับโปรโมทเว็บไซต์และดูแลเว็บไซต์

รับทำเว็บบล็อคและดูแลอัพเดตข้อมูล

พร้อมทำการตลาด Social Network



โทร 085-948-2298

โทร 087-110-3192

http://seopromote-web.blogspot.com/



Facebook : SEOPromote-Web

http://www.facebook.com/profile.php?id=100001896132775